วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

10 วิธีเรียนภาษาอังกฤษยังไงให้เก่ง

10 วิธีเรียนภาษาอังกฤษยังไงให้เก่ง
      1.มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งเรียนหนังสือที่บ้าน จำไว้ว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เรามีสมาธิในการเรียน
      2.ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะอ่านแต่ละวิชา หรือทำการบ้านมากน้อยแค่ไหนและลงมือทำอย่างเต็มที่ จนเสร็จ
      3.บางวิชาที่ยากๆให้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ช่วยกันติว ช่วยกันเรียน ผลัดกันค้นคว้า ตั้งคำถาม จะช่วยให้เก่งกันยกกลุ่ม
      4.มีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย ฝึกจนเป็นนิสัย อย่าตั้งใจเรียนหนังสือเป็นพักๆ
      5.ฝึกทักษะการเรียนอยู่เสมอๆ เช่น ฝึกอ่านให้เร็วขึ้น จดบันทึกเป็นระบบ จัดระเบียบความคิด และ สรุปเนื้อหาจะช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
      6.นั่งใกล้ครูมากที่สุด จะได้ไม่มีอะไรมาดึง ความสนใจในการเรียนของเรา
      7.ทำการบ้านหรือรายงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จทันเวลา ข้อนี้สำคัญมาก เพราะถ้าทำเสร็จเร็วเท่าไร จะมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น
      8.จัดลำดับความสำคัญของวิชาที่ต้องทำ เช่น วิชาไหนด่วนที่สุด หรือหัวข้อไหนไม่เข่าใจ ต้องเรียงลำดับไว้ และ ทำ ตามให้ได้
      9.ทำความเข้าใจว่าครูผู้สอนแต่ละวิชามีการให้คะแนนอย่างไร คะแนนเก็บเท่าไร คะแนนสอบเท่าไร วางแผนทำคะแนนให้ดีในแต่ละส่วน
     10.สำคัญที่สุดในการเรียน ก็คือมุ่งมั่นตั้งใจเรียนไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้าตัวเราเองไม่อยากเรียนเก่ง เพราะฉะนั้นจำไว้ว่า Work Smart , Not Hard

เรียนภาษาอังกฤษ อย่างไร ให้เก่ง

วิธีเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผล  (How to Learn English Effectively)
คงศักดิ์ สังฆมานนท์ (khongsaksang@hotmail.com)
1.
วิธีเรียนการฟัง (How to learn listening)

คำถาม : ทำอย่างไรจะเรียนการฟังให้ได้ผลดีอย่างรวดเร็ว
คำตอบ : ฝึก ฟังบ่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกได้ว่าคุณฟังได้ดีขึ้น รู้เรื่องเร็วขึ้น เช่น ครั้งแรกๆอาจต้องฟังถึงสามหรือเที่ยว นานๆไปจำนวนเทียวจะลดลง ถ้าฟังเที่ยวเดียวแล้วรู้เรื่องทั้งหมดแสดงว่าคุณฟังเก่งแล้ว
คำถาม : ฟังอะไร จากที่ไหน
คำตอบ
: แล้วแต่คุณต้องการ เช่น ดูหนัง(Soundtrack) ฟังเพลง ฟังบทเรียนต่างๆ ซึ่งมีแหล่งความรู้มากมาย เช่น ศูนย์การเรียนด้วยตนเอง (Self-Access Centre) ห้องสมุดเว็บไซต์เกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษบนอินเทอร์เน็ต
2.วิธีเรียนการพูด (How to learn speaking)
คำถาม : ทำอย่างไรจะเรียนการพูดให้ได้ผลดีอย่างรวดเร็ว
คำตอบ
: ฝึกพูดบ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถาม-ตอบในเรื่อต่างๆ
คำถาม
: พูดอะไร กับใคร ที่ไหน
คำตอบ
: แล้วแต่คุณต้องการ เช่น พูดเรื่องสัพเพเหระ(small talk) พูด คนเดียว พูดกับคนต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษ พูดกับเพื่อนหรืออาจารย์คนไทยก็ได้ แหล่งฝึกพูดมีมากมายเช่น เว็บไซต์เกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษบนอินเทอร์เน็ต หรือ ทุกที่ทุกเวลา(ถ้าพูดกับตนเอง)
3. วิธีเรียนการอ่าน (How to learn reading)
คำถาม : ทำอย่างไรจะเรียนการอ่านให้ได้ผลดีอย่างรวดเร็ว
คำตอบ
: ฝึกอ่านบ่อยๆ เจออะไร(ที่เป็นภาษาอังกฤษ)ก็อ่าน อ่านแล้วควรบอกได้ว่าข้อความนั้นมีสาระสำคัญอะไรบ้าง ถ้ายังบอกไม่ได้ต้องกลับไปอ่านใหม่
4. วิธีเรียนการเขียน (How to learn writing)
คำถาม :
ทำอย่างไรจะเรียนการเขียนให้ได้ผลดีอย่างรวดเร็ว

คำตอบ
: ฝึกเขียนบ่อยๆ
คำถาม
: เขียนอะไร อย่างไร
คำตอบ
: ควรเขียนตามแบบ ในเรื่องที่คุณต้องการ เช่น เขียนจดหมาย เขียนคำนิยาม เขียนพรรณนาเหตุการณ์/สถานที่/กระบวนการ แหล่งฝึกเขียนมีมากมาย เช่น ศูนย์การเรียนด้วยตนเอง (Self-Access Centre) ห้องสมุด เว็บไซต์เกี่ยวกับการเรียนภาษาอังกฤษบนอินเทอร์เน็ต หรือ ทุกที่ทุกเวลา

ความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

ความสำคัญของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษและคำศัพท์ภาษาอังกฤษใน มุมมองของผู้คนในแทบทุกส่วนของโลก ความสำคัญของภาษาอังกฤษในฐานะภาษาโลกได้ปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เนื่องมาจากอิทธิพลทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ใช้ภาษา อังกฤษเป็นภาษาพูด ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 200 ปี และสถานะของภาษาอังกฤษก็มั่นคงขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
จากข้อมูล ใน The Cambridge Encyclopedia of Language (Crystal, 1987) มีการประมาณว่า ผู้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่มีอยู่มากถึงประมาณ 300 ล้านคน มีผู้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองอีกถึง 300 ล้านคน แล้วยังมีอีกประมาณ 100 ล้านคนที่ใช้ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงประมาณการอย่างต่ำเท่านั้น หากเรานับรวมไปถึงผู้ที่มีความคล่องแคล่วต่ำลงไป ผู้ใช้ภาษาอังกฤษจะมีจำนวนรวมถึงกว่าหนึ่งพันล้านคน
ผลการสำรวจของ องค์การ UNESCO และองค์การระดับโลกอื่น ๆ ยังได้เน้นให้เห็นชัดยิ่งขึ้นถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษได้ถูกใช้เป็นภาษาทางการและกึ่งทางการในประเทศกว่า 60 ประเทศทั่วโลก และมีความสำคัญในประเทศอื่น ๆ อีก 20 ประเทศ ภาษาอังกฤษครองความสำคัญหรืออย่างน้อยก็มีการใช้อยู่ในทวีปทั้ง 6 ทวีป และถูกใช้เป็นภาษาหลักในหนังสือ, หนังสือพิมพ์, สนามบิน, ธุรกิจระดับสากล, การประชุมระดับสากล, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, การแพทย์, การทูต, การกีฬา, ดนตรีป๊อป และโฆษณา นักวิทยาศาสตร์สองในสามของโลกเขียนโดยใช้ภาษาอังกฤษ จดหมายสามในสี่ส่วนในโลกนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ข้อมูลในสื่ออิเล็คทรอนิคส์ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของโลกอยู่ในรูปของภาษาอังกฤษ รายการวิทยุภาษาอังกฤษมีผู้รับฟังมากกว่า 150 ล้านคนใน 120 ประเทศ เด็ก ๆ กว่า 50 ล้านคนเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาเสริมตั้งแต่ชั้นประถม และอีกกว่า 80 ล้านคนเรียนในชั้นมัธยม (ข้อมูลนี้ไม่ได้รวมถึงประเทศจีน)
ข้อมูลทาง สถิติเหล่านี้ยังคงมีอีกมากมาย แต่เราอาจจะแสดงถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษได้อย่างเด่นชัดจากคำให้สัมภาษณ์ ของผู้ศึกษาภาษาอังกฤษจากหลาย ๆ ประเทศดังนี้:
‘เมื่อฉันเรียนภาษาอังกฤษจบ รายได้จากการเป็นเลขานุการของฉันจะเพิ่มขึ้นถึงเกือบสิบเท่า’
(เลขานุการฝึกงานชาวอียิปต์)
‘บริษัท ของผมวางแผนธุรกิจขนาดใหญ่กับประเทศอาหรับ พวกเราไม่มีใครพูดภาษาอาหรับได้ และพวกเขาก็ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น แผนงานและการประชุมทั้งหมดของเราเป็นภาษาอังกฤษ’
(นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น)
‘หลังจากฉันศึกษาภาษาอังกฤษ ฉันรู้สึกว่าฉันได้สัมผัสกับโลกสากลเป็นครั้งแรก’
(ครูชาวไนจีเรีย)
‘ถ้าผมต้องการติดตามเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ล่าสุดให้ทันแล้วล่ะก็ แน่นอน ผมจะต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่เสมอ’
(หมอชาวอินเดีย)
ใน ประเทศไทย นักเรียนนักศึกษาก็มีความสนใจที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมากเช่นกัน ขณะที่ระบบการศึกษาตามหลักสูตรในโรงเรียนยังไม่สามารถเอื้ออำนวยให้ได้อย่าง เพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการที่มีโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ซึ่งก็สามารถตอบสนองผู้ต้องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงมีจุดด้อยอยู่บางประการ เช่น ราคาค่าเล่าเรียนสูง ความไม่สะดวกในการเดินทาง การขาดแคลนบุคคลากรผู้สอนที่มีคุณภาพ ซึ่งในจุดนี้ การนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้
ส่วน ที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษก็คือ การเรียนรู้คำศัพท์ ดังที่ Meara (1993) ได้เน้นถึงความสำคัญของเรื่องนี้เอาไว้ว่า
Vocabulary is beginning to occupy a central place in the way people learn a language. Learning words and their meanings and how they are used is increasingly seen as the key to learning a language, not just an annoying or irrelevant side activity.
(การเรียนรู้)คำศัพท์ได้เริ่ม กลายเป็นจุดศูนย์กลางของวิธีที่ผู้คนเรียนรู้ภาษา การเรียนรู้คำ, ความหมายและการใช้คำ ได้รับการยอมรับสูงขึ้นในฐานะของการเรียนรู้ภาษา ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมประกอบที่น่ารำคาญหรือไม่เกี่ยวข้อง(กับการเรียนรู้ ภาษา)อีกต่อไป ซึ่งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันสามารถนำมาประยุกต์เพื่อใช้ในการสอนคำ ศัพท์ภาษาอังกฤษได้ โดยที่ผู้เรียนสามารถทำการศึกษาได้ด้วยตนเอง อันจะขจัดความไม่สะดวกและการขาดประสิทธิภาพของการเรียนแบบดั้งเดิมไปไ

วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การท่องศัพท์ภาษาอังกฤษวันละหลายๆคำไม่ได้ช่วยให้ท่านใช้หรือเข้าใจภาษาอังกฤษได้ถูกต้องเสมอไป

นี่คือตัวอย่างการใช้คำว่า account เพื่อเป็นการสาธิตว่า แท้จริงแล้วในการเรียนรู้ศัพท์แต่ละตัวนั้น ท่านจะต้องเรียนรู้ด้วยว่าจะนำศัพท์ตัวนั้นไปสร้างประโยคได้อย่างไร มิฉะนั้นแล้วท่านอาจนำคำศัพท์นั้นไปใช้อย่างผิดๆ เมื่อพูดถึงคำว่า account หลายๆคนคงร้องอ๋อว่า “หมู” สุดๆเลย มันแปลว่า “บัญชี” แต่แท้จริงแล้วคำว่า account เมื่อรวมกับคำอื่น เป็น phrase แล้วคงได้ประมาณ 50-60 phrases หรือมากกว่านั้น และมีความหมายแตกต่างกันไปเรื่อย ๆ ถ้าพลิกแพลงรูปแบบประโยคไปมาก ๆ อาจได้หลายร้อยหลายพันรูปแบบ… ซึ่งตัวเราเองก็จำไม่หวัดไม่ไหว….แฮ่ ๆๆๆ
ลองเอาเท่าที่นึกออกตอนนี้นะ
  • He put/turned his hacking skills to good account by becoming a system security manager = เขานำทักษะในการเจาะทะลวงระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ประโยชน์ได้ โดยการทำงานเป็นผู้จัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์
  • Can you account for the error? = คุณอธิบายได้ไหมในเรื่องความผิดพลาด?
  • The terrorists accounted for 5 planes. = ผู้ก่อการร้ายทำลายเครื่องบินไป 5 ลำ
  • US market accounts for 25% of our company’s export. = ตลาดสหรัฐนับเป็นจำนวน 25 % ของปริมาณการส่งออกของบริษัทของเรา
  • His wife wants him to account for every penny he spends. ภรรยาของเขาต้องการให้เขาแสดงหลักฐานว่าใช้เงินไปอย่างไรทุกบาททุกสตางค์
คำแนะนำ: ควรสรรหา dictionaries ชนิดแปลอังกฤษเป็นอังกฤษ ที่มีตัวอย่างประโยคให้ (เช่น Oxford Advanced Learner’s Dictionary หรือ Longman Dictionary of Contemporaty English) เพื่อจะได้เรียนรู้การใช้งานคำศัพท์ได้อย่างถูกต้อง ……
         พอพูดอย่างนี้แล้ว คงมีคนชูมือขึ้น (ชูกันสลอนแน่ๆ…555….) แล้วบอกว่า “ไปซื้อมาแล้วจ้า แต่พอเปิดหาศัพท์เจอแล้วอ่านคำอธิบายไม่รู้เรื่องจนมึนหัวตึ๊บเลยล่ะ จะทำไงดีอ่ะ….!!!” …..
         อ้าปัญหาทุกอย่างมันต้องมีวิธีแก้……เอาไว้คราวหน้าจะบอกให้ว่าจะแก้อย่างไร ตอนนี้ทิ้งไว้เป็นการบ้านให้คุณลองนั่งบริกรรมดูว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

Written Skills (ทักษะในการเขียน)

         นักศึกษาหลายๆคนคงโดนอาจารย์ให้เขียน thesis หรือ dissertation เป็นภาษาอังกฤษ แล้วเกิดอาการมืดแปดด้าน (อาจจะ 64 ด้านด้วยซ้ำไป) คือเขียนออกมาได้แต่มันไม่เป็นภาษาคน อาจารย์ก็บอกว่าเอากลับไปแก้ไข บอกได้แต่ว่าต้องแก้ไขเนื้อหาอย่างไร แต่บอกไม่ได้ ว่าต้องแก้ไขข้อผิดพลาดทางด้านการใช้ภาษาอย่างไร …..!!!!??????………..เพราะถ้าบอกเรื่องหลังนี้นะ (ยิ่งบอกทุกจุดด้วย) กว่าจะบอกได้หมดทุกจุดที่เป็นข้อผิดพลาดนะ ก็สิ้นสุดปีสุดท้ายของหลักสูตรที่เรียนแล้ว ….555…..งานนี้คนเรียนก้อบ้าตายสิ…..
            ลองนั่งบริกรรมดูสิว่าจะแก้ไขอย่างไร…..??? ที่พูดเนี่ยหมายถึงลองวางแผนสิว่าจะเรียนอย่างไร เพราะที่เคยเรียนมา “มันไม่ได้ผล” แทนที่จะได้แต่ดั้นด้นเสาะหาสถานที่เรียนภาษาอังกฤษใหม่ไปเรื่อยโดยไม่รู้ ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผล …….ลองคิดดูเป็นการบ้านนะ แล้วคราวหน้าจะมาบอกเคล็ดลับให้………

Listening Skill (ทักษะในการฟัง)

หลายคนเรียนภาษาอังกฤษจนอ่านหนังสือได้เข้าใจในระดับหนึ่ง แต่พอพูดกับฝรั่งเจ้าของภาษา ฟังเขาพูดไม่รู้เรื่องเพราะฝรั่งพูดเร็วเหลือเกิน ….เลยมีคนช่างคิดบอกว่า สงสัยเป็นเพราะเคยแต่เรียนกับครูไทย ก้อเลยไม่ชินสำเนียงที่ถูกต้อง ต้องจ้างฝรั่งมาสอนจึงจะได้ผล…..
             ถามว่าจ้างฝรั่งมาสอนแล้วจะฟังรู้เรื่องหมดหรือไม่….??? คำตอบก็คือ เราจะบอกใบ้ให้ว่ามีคำตอบทั้ง yes กับ no……. โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ปัจจัยหลายๆอย่างเหล่านั้นคืออะไร …??? …..ลองเอาไปบริกรรมดูเป็นการบ้าน……
            อ้าวแล้วกัน เขียนบทความสั้นๆมา 3 เรื่องแล้ว มีแต่หยิบยกปัญหาขึ้นมา แต่ไม่เห็นเฉลยเลย…..เอมันยังไงกันนิหว่า….??? …..ใจเย็นๆเรื่องพวกนี้มันต้องค่อยๆเฉลยที่ละนิดทีละนิด….ไม่ใช่อมภูมิหรือ ทำให้คนอ่านกระวนกระวายใจเล่นนะ แต่เป็นเพราะปัญหาบางอย่างมันค่อนข้างซับซ้อน แต่ถ้าอยู่ดีๆเขียนอะไรออกมาเป็นตุเป็นตะเรื่องหลักการหรือวิธีปฏิบัติโดย ไม่ให้คนอ่านนั่งคิดดูบ้างก่อนลงมืออ่านหรือปฏิบัติต่อไป…. คนอ่านก็อาจจะหลับคาเครื่องคอมพิวเตอร์ครอกๆไปซะก่อนก้อได้…….555….
            ตกลงในบทความ 3 เรื่องนี้ ได้หยิบยกปัญหาขึ้นมาแล้ว 3 อย่างนะ และจะค่อยๆแวะมาเขียนบอกให้นะว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ….เพราะบางปัญหามันไม่ใช่ที่จะแก้ได้ง่ายๆ …….ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการเขียน พอพวกเราคนไทยหลังจากเรียนภาษาอังกฤษได้หลายปี ขนาดบางคนเรียนจบมหาลัยจากต่างประเทศด้วย พอเขียนภาษาอังกฤษไปฝรั่งอ่านดูแล้วจับผิดแก้มาได้ตั้งหลายแห่ง พอคนไทยถามกันเองว่า ทำไงจึงจะเขียนให้ดีขึ้น ก็มีคนอุตส่าห์คิดตอบมาได้แบบกำปั้นทุบดินว่า “ต้องอ่านเยอะๆสิ เพราะจะได้จำสิ่งที่อ่านเจอไปเขียน” ……
             แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงมันก็มีคนที่อ่านหนังสือหลายประเภทมา 10 กว่าปี อ่านรู้เรื่องดีแต่พอจะเขียนเองกลับเขียนไม่ได้ แต่คนบางคนอ่านหนังสือหลายประเภทมาแค่ 4-5 ปีกลับเขียนได้ดีกว่า …..ตกลงแล้วเป็นเพราะอะไร…..????
             เอาไว้จะแวะเข้ามาตอบเป็นเรื่องๆ (ถามเองตอบเองแปลกดีแฮะ…???) แล้วก็จะมาถามปัญหาเรื่องอื่นๆให้คิดกันเล่นๆ….เนื่องจากเวลาตัวเองเรียน ภาษาอังกฤษเองก็เคยเจอปัญหาร้อยแปดพันประเภทที่นั่งกุมขมับอยู่นาน ก็เลยจะค่อยๆเล่าประสบการณ์ตนเองให้คนอื่นฟังบ้าง
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบาย จากที่ทิ้งท้ายไว้ให้คิดในแต่ละตอน
บทความ1: การท่องศัพท์ภาษาอังกฤษวันละหลายๆคำไม่ได้ช่วยให้ท่านใช้หรือเข้าใจภาษาอังกฤษได้ถูกต้องเสมอไป
            คือสาธิตไปแล้วว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษแต่ละคำนั้น มีรูปแบบการใช้งานเฉพาะตัวของมัน นั่นก็คือพอใช้รวมกับกลุ่มคำหนึ่งก็มีความหมายหนึ่ง พอใช้รวมกับกลุ่มคำอื่นก็เปลี่ยนความหมายไป การรวมกลุ่มกันแล้วแปลได้ใจความตามธรรมชาติของภาษาอังกฤษ เราเรียกว่า collocation
ยกตัวอย่าง collocations ของคำว่า raise
raise your hand ยกมือคุณขึ้น
raise crops ปลูกพืช
raise pigs เลี้ยงหมู
raise an issue หยิบยกประเด็นขึ้นมา
pay raise การเขึ้นเงินค่าจ้าง…. นี่เป็นภาษามะกัน ภาษาอังกฤษเขาใช้ pay rise
         ตกลงการที่คุณจะใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาตินั้น คุณจะต้องจำ collcations เหล่านี้
         แต่ในขณะที่เขียนบทความนี้ (ปี 2004) เท่าที่รู้ ยังไม่มี dictionary อังกฤษเป็นไทยเล่มไหนที่ให้ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยคได้ดีพอ และยังไม่มีตัวอย่าง collocations ให้
         นั่นก็หมายความว่าผู้เรียนจะต้องหาตัวอย่างประโยคโดยการพึ่งพา dictionaries แปลอังกฤษเป็นอังกฤษ ที่มีตัวอย่างประโยคให้ดังเช่นที่ยกตัวอย่างให้ไปแล้ว  ….แต่ที่นี้ปัญหาที่ ตามมาก็คือ ผู้เรียนบางท่านยังไม่เก่งภาษาอังกฤษพอที่จะอ่านและทำความเข้าใจคำอธิบายใน dictionaries ฝรั่งได้….ดังนั้นทางแก้…the hard way หรือวิธีการที่ยากๆ ก็คือเปิดดิกอังกฤษเป็นไทยเพื่อทำความเข้าใจความหมายพื้นฐานของศัพท์ตัวนั้น ก่อนแล้วจึงออกแรงหารูปแบบการใช้งานใน dictionaries แปลอังกฤษเป็นอังกฤษอีกรอบหนึ่ง….โหฟังแล้วใจแป้วเลยใช่มะล่ะ …???…..แล้วอีกกี่ชาติล่ะจึงจะใช้ดิกแปลอังกฤษเป็นอังกฤษได้คล่องล่ะ …….เอื๊อกกลืนน้ำลายลุ้นหลายรอบแล้วนะ…….????!!!….เอาล่ะน่าใจเย็นๆถึงเปิด ดิกทั้งอังกฤษเป็นไทย และเปิดดิกอังกฤษเป็นอังกฤษ ถ้าเล่นดิกที่เป็น software นะ คงออกแรงน้อยกว่าดิกที่เป็นหนังสือเล่มโตๆน่ะ …..เพราะแค่ key เข้าไป หรือ (ดิกบางเล่มที่เก่งๆนะ) แค่เอา mouse ชี้มันก้อบอกความหมายของคำแล้วน่ะ ….อย่าเพิ่งท้อใจนะ …..
         เอาหละถามเองตอบเอง ที่นี้เลยเข้าเรื่องประเด็นที่จะสรุปบทความ1แล้วนะ ……….คำตอบที่ตรงประเด็นที่สุด ที่จะช่วย “กำหนดเป้าหมาย” ในการเรียนรู้คำศัพท์ของคุณเพื่อนำไปสร้างประโยคในการพูดและการเขียนในระดับ พื้นฐานได้นั้น ….แท้จริงแล้วไม่ต้องเหนื่อยแรงถึงขนาดต้องรออีก 10 ชาติเกิดข้างหน้ายามบ่ายๆหรือตะวันรอนๆหรอก…..แต่คำศัพท์เหล่านั้นมีแค่ เฉียดๆ 2,000 คำเอง …….คำศัพท์เหล่านี้ lexicographer (คนเขียนดิกชันนารี) เรียกมันว่า defining vocabulary (คำ ศัพท์ที่ใช้ในการอธิบายความหมาย)…..ตกลงถ้าคุณอยากเห็นโฉมหน้า defining vocabulary นะก็ให้ดูที่ท้ายเล่มของ Oxford Advanced Learner’s Dictionary เอาไว้ว่างๆจะเอาไอ้คำศัพท์เฉียดๆ 2,000 คำที่ว่านี้มาแปะไว้บนเว็บเราให้พวกคุณได้ยลโฉมมัน แต่ตอนนี้ถ้าใครใจร้อนก้อไปซื้อ Oxford Advanced Learner’s Dictionary มาเปิดดูไปพลางๆก่อน …..หรือถ้าอยากเสียเงินน้อยหน่อยก็ซื้อหนังสือพิมพ์ Student Weekly มาลองบริกรรมดูจะเห็นได้ว่าเขาใช้ศัพท์ไม่เกิน 2,000 คำที่ว่านี้ หรือไปซื้อข้อสอบภาษาอังกฤษเข้ามหาลัยมาดู เขาก้อใช้ศัพท์ไม่เกิน 2,000 คำที่ว่านี้ ………..
         เอาเป็นว่าถ้าใครได้จดจำ defining vocabulary 2,000 คำที่ว่านี้ได้ในสมองแล้วละก้อ ….(มันเป็นภาษาอังกฤษแค่ระดับ ม.6ของไทยเอง) คนผู้นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ดิกแปลอังกฤษเป็นไทยอีกต่อไปในการทำความเข้าใจ ภาษาอังกฤษยากๆที่กำลังอ่านอยู่……เพียงแค่ติดตั้ง dictionary อังกฤษเป็นอังกฤษที่เป็น software ลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน เวลาอ่านหนังสืออะไรก้ออ่านหน้าคอมพิวเตอร์แล้วติดศัพท์ก้อ key เข้าไปหรือในกรณีที่อ่านข้อความที่เป็น text หรือบนเว็บ (software บางตัว) แค่เอา mouse ชี้นะคุณก็เห็นคำอธิบายศัพท์แล้วนะ ……..
        คำถามถัดไปก็คือว่า …..แล้วการเรียน defining vocabulary ทั้ง 2,000 คำเนี่ย ต้องใช้เวลาเรียนเท่าไหร่….??? คำตอบก็คือ ถ้าคุณมีพื้นฐานความรู้ภาษาอังกฤษในระดับ ม.6 นะ แล้วเป็น ม.6 โรงเรียนฝรั่งนะ ถ้าอาจารย์สอนเก่งๆนะ ติวเข้มดีๆ 3 เดือนก้อคงได้หมด (ติวไม่เป็นนักเรียนนั่งหาวหลับหมดนะ….555….แล้วถ้าติวไม่เป็นนะ 5 ปีก้อสอนได้ไม่หมด….!!!) แต่ถ้าเป็น ม.6 โรงเรียนไทยทั่วๆไปใน กทม นะ ถ้าอาจารย์เก่งๆคงสอนได้หมดไม่เกินหนึ่งปี ถ้าใครขยันจะเรียนเองโดยการซื้อ Student Weekly มาอ่านพร้อมกับเปิดดิกอังกฤษเป็นไทยกับดิกอังกฤษเป็นอังกฤษควบคู่กันไปแบบ ที่ว่านี้นะ ก็น่าจะเรียนได้ภายในเวลาหนึ่งปีนะ ….ถ้าไม่หลับคาหนังสือเสียก่อน …..??? …..แต่ถ้าเป็นความรู้ระดับ ม.6 จากโรงเรียนในต่างจังหวัดที่ห่างไกลความเจริญนะ ….อันนี้คำนวณเวลาได้ยากแฮะ….????
       ไอ้ที่ว่าถ้าอาจารย์คนไหนสอนไม่เป็นนะ สอนเด็ก ม. 6 ห้าปีก้อสอนไม่หมด ไอ้ definging vocabulary 2,000 คำเนี่ย ….จาบอกให้…….เลยจะจบบทความ 1 เอาไว้แค่นี้ ……..แต่จะกลับมาเขียนเรื่องวิธีการเรียนการสอนไอ้ defining vocabulary 2,000 คำเนี่ย จะทำไงโดยใช้เวลาน้อยที่สุด ……คือวิธีแรกที่ตัวเองใช้ก็คือ ทำหน้าให้มันตลกเอาไว้ก่อน พอนักเรียนเห็นหน้าเราเข้า พวกเขาก้อขำกลิ้งไปแล้ว (ช่วยให้ไม่หลับคาโต๊ะเรียน) หลังจากนั้นก็ถ่ายทอด “เคล็ดลับให้” …..เอาไว้สักพักหนึ่งจะกลับมาถ่ายทอดเคล็ดลับในการจดจำ defining vocabulary 2,000 คำเนี่ย ในเวลาอันสั้นที่สุด……เอาเป็นว่าคราวหน้าจะกระโดดข้ามไปเขียนเรื่องวิธีการ เรียนฟังฝรั่งพูดเร็วๆให้ทันหรือวิธีวางแผนการเรียนรู้ทักษะในการเขียน…….โห หัวข้อเรื่องหนักๆทั้งน้านเลย……แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะค่อยๆดั้นด้นหาทาง ร่ายออกมาทีละท่าเพลงให้เหมือนกระแสน้ำ…..แต่ต้องใช้สมาธิมากหน่อย…..
       อ้าวฝอยมาซะยืดยาวลืมอธิบายให้ละเอียดว่า defining vocabulary (คำศัพท์ที่ใช้ในการอธิบายความหมาย) จริงๆแล้วคืออะไร….
       จริงๆแล้วมันคือคำศัพท์ที่ดิกฝรั่งแปลอังกฤษเป็นอังกฤษส่วนใหญ่ใช้ในการ เขียนคำอธิบายศัพท์ทุกตัวที่มีอยู่ในดิกแต่ละเล่ม….ซึ่งเขาจะใช้คำศัพท์ ง่ายๆอธิบาย มิเช่นนั้นแล้วยิ่งอธิบายไปคนเปิดดิกก็ยิ่งมึนหัวตึ๊บเลย…
       คือสรุปแล้วหลักสูตรไทยน่ะ เขาก้อวางโครงสร้างไว้ดีแล้วนะ คือนักเรียน ม.6 น่ะควรเรียนรู้ defining vocabulary ไปให้ครบ 2,000 คำแล้วก่อนที่จะกระโดนข้ามรุ่นไปชกรุ่นใหญ่ๆ………
ต่อไปนี้เป็นคำอธิบาย จากที่ทิ้งท้ายไว้ให้คิดในแต่ละตอน
บทความ 2: เรื่องการเรียนการสอนทักษะการฟัง
       คนไทยพูดกันบ่อยว่า จะเรียนภาษาอังกฤษให้พูดฟังได้ดีต้องเรียนกับฝรั่งเจ้าของภาษา จริงหรือไม่…??? คำตอบก็คือมีทั้ง yes กับ no….อ้าวทำไมตอบแบบนั้นล่ะ….???
       คำตอบนี้ได้จากการวิเคราะห์การเรียนการสอนในภาคปฏิบัติ …….สิ่งที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะประสบก็คือตอนเรียนใน classroom น่ะพูดกับอาจารย์รู้เรื่อง แต่พอออกไปสู่โลกภายนอก มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือฟังฝรั่งคนอื่นพูดไม่รู้เรื่อง
       ลองให้นักเรียนสมมุติว่าตัวเองเป็นอาจารย์ฝรั่งสิ…..เหมือนๆกับการพิสูจน์ ทฤษฏีเรขาคณิตน่ะ นั่นก็คือจะพิสูจน์ว่าอะไรเป็นจริงก็ลองสมมุติว่ามันเป็นจริงก่อนแล้วจะมี ข้อเท็จจริงอะไรตามมาบ้าง ……สมมุติว่าตอนนี้พวกเราเป็นอาจารย์ฝรั่งนะ เดินเข้ามาใน classroom แล้ว say hello กับนักเรียนแล้วพูดคุยเรื่องอื่นๆ สิ่งแรกที่เจอแน่ๆก็คือ นักเรียนฟังไม่ทันแล้วนักเรียนพูดว่า ‘Pardon?’ หรือ ‘Can you speak slowly, please?’ อาจารย์ก็ต้องเกาหัวแกร๊กๆทุกครั้งที่ได้ยินคำเหล่านี้จากศานุศิษย์…ก็ต้อง พูดให้ช้าลง เพื่อให้อาจารย์ happy และนักเรียน happy ด้วย….แต่ในชีวิตจริงแล้วเวลาฝรั่งกับฝรั่งคุยกันใน pub หรือไปบรรยายเรื่องอะไรน่ะ ไม่มีฝรั่งที่ไหนพูดกันเองช้าๆหรอก……เลยตกลงก็เป็นอันว่าการเรียนการสอนแบบ พูดช้าๆกันนี้นะ ทำให้ผู้เรียนมีทักษะการฟังที่ “ต่ำกว่ามาตรฐาน”…….แล้วจะแก้ยังไงล่ะ……แล้วจะให้พูดเร็วแค่ไหนล่ะ…..???
        การที่จะตอบคำถามนั้นได้ เราต้องวิเคราะห์ให้ลึกว่า เวลาพูดเร็วกับพูดช้าน่ะ มันต่างกันอย่างไร ……ลองยกตัวอย่างภาษาไทยซิ หากใครพูดว่า “เร็วซิ” แล้วอยู่ดีๆเกิดอาการ “ขี้เกียจ” คือไม่อยากออกเสียงชัดถ้อยชัดคำขึ้นมา เขาเลยพูดว่า “เร็ววิ่” ทีนี้ละได้เรื่องเลย …..พูดกับเพื่อนน่ะไม่เป็นไรนะ แต่ไปพูดออกทีวี เดี๋ยวมีแล้วพวกอ้างตัวเป็นนักอนุรักษ์ภาษาไทยมาถล่มเอา …หาว่าออกเสียงไม่ชัดถ้อยชัดคำบ้าง ทำลายภาษาไทยบ้าง ……เรื่องนี้มันก็แปลก ….ทำลายหรือไม่ทำลายภาษาไทย ไม่ขอแสดงความคิดเห็น
ทีนี้เรามาดูภาษาอังกฤษบ้าง เอาคำง่ายๆ เช่น
‘do it’ พูดช้าๆ (ในวิชา Phonetics เขาเรียกว่า strong form) ก็เป็น ‘ดู อิท’ แต่พอพูดเร็วๆ (ในวิชา Phonetics เขาเรียกว่า weak form) ก็กลายเป็น ‘ดูหวิท’
’see it’ พูดช้าๆ (ในวิชา Phonetics เขาเรียกว่า strong form) ก็เป็น ‘ซี อิท’ แต่พอพูดเร็วๆ (ในวิชา Phonetics เขาเรียกว่า weak form) ก็กลายเป็น ‘ซีหยิท’
       อ้าคุณพอจะมองเห็นได้ลางๆหรือยังว่าฉันเจาะลึกมาในแนวไหน……ลองคิดดูสิว่าถ้า ฝรั่งพูดประโยคยาวๆมีคำสิบกว่าคำหรือมากกว่านั้นนะ ไม่ link กันนัวเนียหรือ….???
       บางทีนะ link ของอังกฤษกับอเมริกันก็ไม่เหมือนกันด้วย อย่างเช่น
       paper bag คนอังกฤษไม่ออกเสียงตัว r ที่อยู่ท้ายคำ ไม่ให้มัน link กับคำว่า bag (เพราะ bag ขึ้นต้นด้วย b ที่เป็นพยัญชนะ) ก็จะออกเสียงเป็น ‘เพเพอะแบก’ ไปเลย ในขณะที่คนเอมริกันต้องใส่เสียตัว r ยาวแน่ๆเลย คงเป็น ‘เพเพอรรรรรรรรแบก’ เขียนเทียบเสียง (transliteration) แบบนี้น่ะ ฉันไม่เก่งหรอก ต้องไปอ่านที่คุณบ๊อบ บุญหด (เดลินิวส์) เขาเขียน รู้สึกเขาสรรหาวิธีเขียนจนเขียนเสียงสูงเสียงต่ำ (intonation) ของฝรั่งด้วยอักษรไทยได้เก่งนะ ฉันเขียนที่ไรหลุดทุกที (แต่พูดได้) ……
       กรณีของ paper bag ให้สังเกตที่ตรงอักษรแรกของคำที่ตามมา (คำว่า bag) มันเป็นพยัญชนะ ….ดังนั้นคนอังกฤษจะไม่ออกเสียงตัว r ที่อยู่ท้ายคำแรก …..แต่สำหรับพวกมะกันแล้ว ไม่ต้องพูดถึงหรอก พวกเขาไปที่ไหนก็จะออกเสียงตัว r ทุกแห่งอย่างชัดถ้อยชัดคำ ‘จนสั่นรัวไปหมด’….เลยบางทีนะ แค่คุณเรียนวิธีออกเสียงตัว r ให้ชัดๆนะ คุณก็พูดเป็นสำเนียงอเมริกันไปเกือบครึ่งหนึ่งซะแล้ว…..คล้ายๆกับที่คน อังกฤษล้อคนเอมริกันว่า ได้ยินเสียงตัว r ก้องกังวาลมาแต่ไกล…เลยรู้ว่าเป็นอเมริกันน่ะ ….!!!
      ทีนี้ลองมาดู paper industry กันบ้าง ให้สังเกตดูว่า อักษรแรกของตัวที่ตามมาเป็นสระ คนอังกฤษจะใส่ link ทันทีเวลาพูด …..มันก็จะกลายเป็น ‘เพเพอะรินเดิสตริ’ ….แล้วพี่มะกันหรือ….??? ไม่ต้องพูดถึงหรอกในเมื่อพี่แกออกเสียงตัว r อยู่แล้วเขาต้องใส่ link แน่ๆเลย link จนตัว r รัวกล้ำกับสระ i นัวเนียไปเลย …..
      แล้วอันนี้นะ …เหตุเกิดขึ้นจริงๆใน classroom ตอนเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนฝรั่งกับฝรั่งนะ….เราเรียนเรียงความกัน เด็กฝรั่งคนหนึ่งเขียนเรียงความมาว่า ‘I could of done it.’ ครูก็บอกว่า ‘ไม่มีนะ ภาษาอังกฤษแบบเนี้ย….!!!’ ……..ไอ้เด็กมันก้อเถียงว่า ‘ไม่มีได้ไงกัน ก้อพูดกันอยู่ทุกวันนี่’……เด็กอื่นเขาเลยฮากันครึนทั้งห้อง…. ในที่สุดพวกเรา (ทั้งชั้นเรียน) ก้อต้องช่วยกันชี้ทางสว่างให้หมอนั่น โดยบอกว่า ที่แท้จริงแล้วชาวบ้านเขาพูดกันว่า ‘I could have done it.’ แต่พูดเร็วๆ (weak form) เลย could + have = “คูเดิฟ”..หรือ “คูดัฟ”….อะไรทำนองเนี้ย ……แล้ว you จำมาผิดเอง …….หมอนั่นก้อเลยหัวเราะขำตัวเองซะ
กลิ้งเลย….แล้วหมอก้อพูดติดตลกบอกว่า ‘โหไม่บอกก็ไม่รู้นะเนี่ย….กว่าจะรู้นะอายุตั้ง 17-18 เข้าไปแล้ว…ฮาๆๆๆๆ…..!!!’
      ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างสุดท้ายนะ (จริงๆแล้ว…ตัวอย่างดีๆมีเพียบเลย…แต่จะรวบรัดให้บทความสั้นลง) …
there is not any แดร์ อีส นอท (ถ้าอเมริกันพูด ‘นอท’ ก็เป็น ‘นาท’) เอนิ (strong form)
there isn’t any แดริสซึ่นเทนิ (weak form) ……..ถ้าใครพูดไม่ดีลิ้นพันกันนะ ….555…หรือถ้าอเมริกันพูดแบบขี้เกียจบางทีกลายเป็น ‘แดเร้นเอนิ’ …ไปซะเลย ยิ่งมันกับมึนไปกันใหญ่….!!!
       ในความเป็นจริงแล้วความน่าจะเป็นไปได้ (probability) ในเชิงคณิตศาสตร์ ของการผสมผสานเสียงของพยางค์ที่ link กันแล้วเปลี่ยนเป็นเสียงอื่นน่ะ มีมากมายพอที่จะทำให้ learners มึนหัวได้ดีพอสมควรเลยหละ…!!! ตกลงไอ้จุดเล็กๆน้อยเหล่านี้น่ะแหละ มันทำให้เราฟังฝรั่งพูดเร็วๆไม่รู้เรื่อง และในเมื่ออาจารย์ฝรั่งก็ขี้เกียจปวดหัว มาพูดซ้ำๆกับนักเรียน เขาก็พูดช้าๆ (strong form) ไปซะเลย จะได้ไม่ต้องเสียประสาททั้งคนสอนและคนเรียน……ผลก็คือนักเรียนไม่สามารถฝึก ทักษะการฟังในระดับมาตรฐานได้…..
      ตกลงเรามาครึ่งทางแล้วนะเรื่องทักษะการฟังน่ะ …. คือไม่ใช่เพราะอยากจะพล่ามมากแต่มันจำเป็นต้องพูดเรื่อง strong form กับ weak form ให้เข้าใจก่อน จึงจะคุยเรื่องวิธีการแก้ไขปัญหาการฟังไม่รู้เรื่องได้สำเร็จ…เอาเป็นอันว่า คราวหน้าจะบอกวิธีแก้ไขปัญหานี้ในเชิงการเรียนการสอนภาคปฏิบัติให้ ….ว่าจะต้องทำอย่างไร ………
      สรุปแล้ว … (ไม่รู้เท็จจริงอย่างไร ไม่กล้าวิจารณ์) ดูเหมือนว่า คนไทยน่ะเขาจะห้ามคนไทยด้วยกัน พูดภาษาไทยด้วย weak form แม้ว่าจะพูดเร็วๆก็ตาม …??? เช่นคุยกันเล่นๆบนเว็บคุณบอก ‘ชอบอ่ะ’ (weak form) คงไม่มีใครว่าอะไร แต่ถ้าคุณไปพูดแบบนั้นออกทีวี เดี๋ยวโดนคนไทยด้วยกัน ‘ถล่ม’ แน่ๆ…แต่ในวิชาภาษาอังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชา Phonetics เวลาพูดเร็วๆหลักภาษาอังกฤษเขา ‘บังคับว่า คุณต้องใช้ weak form’ มิฉนั้นแล้วคำพูดจะออกมา ‘ผิดธรรมชาติของภาษา’……อ้าวไปกันคนละโลกเลย….!!!!???
(ต่อ)
      ตกลงเป็นอันว่าเราจะมาดูกันว่าจริงๆแล้วการแก้ไขปัญหาผู้เรียนฟัง ไม่รู้เรื่องควรทำอย่างไร ……..ในตอนที่แล้วเราพูดถึงการออกเสียงภาษาอังกฤษแบบ strong form และ แบบ weak form…นั่นก็เพราะว่ามันคือปัญหาหลัก แต่โดยความเป็นจริงแล้วก็ยังมีปัญหาอื่นๆปลีกย่อยเช่น stress (การเน้นเสียงหนักเบาในแต่ละพยางค์) เช่นเอาอย่างคำง่ายเช่น competition นะ stress ที่ถูกก็น่าจะเป็น “คอมเพอะทิเชิ่น” แต่ถ้าคนไม่รู้อ่านเสียงราบไปเลย อาจกลายเป็น “คอมเพ็ททิชั่น” หรือชื่อผู้หญิง Patricia “เพอะทริเช่อ” ถ้าใส่ stress ผิดจะกลายเป็น “แพ๊ททริเซีย” ไปเลย ….
      แต่จริงๆแล้วประเด็นปลีกย่อยเรื่อง stress มีปัญหาน้อยกว่า linking ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในการสอน Listening Comprehension นั้น ผู้สอนควรหาเทปหรือสื่ออย่างอื่นที่มีสำเนียงที่หลากหลายมาให้ผู้เรียนฟัง แต่เคล็ดลับสุดยอดในการสอนก็คือว่า “ต้องไม่ให้นักเรียนฟังอย่างเดียวโดยไม่มองดูตัวหนังสือของคำที่เทปพูด” ผู้สอนควรหยุดเทปเป็นช่วงๆ และเว้นระยะให้ผู้เรียนพูดตาม (เท่าที่ผู้เรียนฟังทัน) ทำแบบนี้หลายๆรอบ วิธีการเช่นนี้ เราเรียกว่า ‘drill’ ไม่ได้แปลว่า ‘เจาะ’ นะแต่แปลว่า ‘ฝึก’ พอเปิดเทปแล้วหยุดให้นักเรียนพูดตามหลายๆครั้งโดยไม่เห็นตัวหนังสือที่เขียน ในบทเรียนนะ
     ถ้านักเรียนฟังไม่ทันหรือพูดตามไม่ทันเอามากๆผู้สอนก็ควรเขียนบน white board ประโยคที่นักเรียนฟังไม่ทัน และลากเส้นโค้งเพื่อเชื่อมโยงพยางค์ท้ายของคำแต่ละคำที่ link (เชื่อม) กับพยางค์แรกของคำที่ตามมา โดยแสดงให้ดู links หลายๆชุดในแต่ละประโยค และถ้าทำได้ก็ต้องบอกว่า stress ของคำไหนอยู่ตรงไหนด้วย …ในช่วงนี้ไม่ต้องไปสนใจว่านักเรียนจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจความหมายของคำหรือ ประโยคใดๆ….แต่เป้าหมายที่สำคัญคือให้นักเรียนฟังทันและพูดตามได้ ถัดจากนั้นผู้สอนก็พูดช้าๆแบบ strong form ให้นักเรียนพูดตาม ในการ drill นี้ ผู้สอนจะต้องค่อยๆเพิ่มความเร็วในการพูดและให้นักเรียนเพิ่มความเร็วในการ พูดด้วยเช่นกัน จนในที่สุดผลของการ drill ออกมาเป็นอันว่านักเรียนทุกคนพูดทุกประโยคได้รวดเร็วแบบ weak form เร็วเหมือนกับฝรั่งพูดกับฝรั่งเองใน pub หรือใน presentation ทั้งหลาย…
      และเมื่อไปถึงจุดนี้แล้ว แน่นอน…ต้องเอา passage ที่เป็นตัวหนังสือให้นักเรียนอ่าน แล้วผู้สอนก็ต้องเริ่มสอนศัพท์และวิธีการนำคำศัพท์ต่างๆเหล่านั้นไปใช้ในการ สร้างประโยคตามวิธีการที่ให้ไว้ใน Article 1 นั่นเอง …….เลยตกลงเป็นอันว่าวิธีการต่างๆเมื่อใช้ผสมผสานกัน มันก็จะกลายเป็นระบบที่ดีทั้งระบบได้ ……..และคุณจะเชื่อหรือไม่ว่า ในขณะที่ drill นั้น จากการที่นักเรียนเงี่ยหูฟังประโยคภาษาอังกฤษและพยายามพูดตามให้ได้นั้น นักเรียนเหล่านั้นได้เรียน grammar ไปแล้วเป็นจำนวนมาก “ด้วยวิธีการธรรมชาติ” ……..
      เมื่อเขียนถึงจุดนี้อยากให้ผู้อ่านหลายๆท่านหยุดคิดและตระหนักว่า แท้จริงแล้ว grammar ในภาษาอังกฤษ บางทีเหมือนกับเป็น sense (สัมผัส) ที่ 6, 7, 8, etc. …….มันไม่ใช่เรียนได้โดยการท่องเป็นกฎ แต่บ่อยครั้งกฎหลายๆกฎผู้เรียนรู้เองโดยการที่เคยได้ยินมาต่างหากล่ะ ……แต่ที่พูดมานี้ไม่ใช่ผู้เขียนไม่สนับสนุนให้เรียน grammmar ….เพียงแต่อยากจะบอกว่าส่วนใหญ่ของ grammar ได้จาก “การฟังรู้เรื่อง” เป็นลำดับแรก…..แน่นอนที่ผู้เรียนชาวไทยต้องอ่านหนังสือ grammar บ้างเพื่อรู้กฎเกณฑ์พื้นฐานบางประการ แต่ผู้ที่ฟังแล้วพูดตามได้มาก มักจะได้เปรียบคือลดความจำเป็นในการที่จะต้องอ่านหนังสือ grammar นั่นเอง ……แต่เมื่อเรียนไปในระดับสูงๆ หนังสือ grammar มีไว้ใช้อ้างอิงหรือค้นคว้าบางจุดที่ไม่แน่ใจ (สำหรับคนธรรมดาทั่วๆไป) …….เว้นเสียแต่ว่าใครอยากจะเรียนเพื่อเป็นนักภาษาศาสตร์ก็ค่อยมาเรียน grammar แบบโหดๆ……ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องนี้ในตอนต่อไป…
    ไอ้วิธีการสอน Listening Comprehension ที่ว่ามาเนี้ย คนไทยบางคนเรียนภาษาอังกฤษมา 20 กว่าปีแล้วยังไม่เคยเจอใครสอนเลย ก้อสงสัยว่ามาจากไหนกัน….คำตอบก็คือว่าผู้เขียนค้นคว้าทดลองมาเองจากคัมภีร์ เอ้ยตำราหลายเล่ม …แต่ถ้าอยู่ดีๆมีคนเอาวิธีนี้ไปสอนแล้วแล้วเขาอ้างว่าเขาใช้วิธีนี้มาก่อน แล้ว นั่นมันก็เรื่องของเขา แต่ถ้าคุณยังไปเดินเสาะหาทั่วประเทศไทยแล้วยังไม่เจอใครสอนวิธีนี้ ฉันก็ไม่อยากบอกว่าถ้างั้นฉันจะสอนคุณเอง เพราะว่าเดี๋ยวจะเป็นการโฆษณาขาย course ภาษาอังกฤษไป ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

แนะแนวการเรียนภาษาอังกฤษจากง่ายไปหายาก

        ถ้าเรียนเพื่อ “สอบให้ได้” หรือเรียนเพื่อ “เอาวุฒิการศึกษา” เราไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่าทำอย่างไร แต่ถ้าเรียนเพื่อเอาความรู้ไปประกอบอาชีพเราเรียนจากง่ายไปหายาก แบบนี้คือ
1. เรียน ฟัง กับ พูด เฉพาะศัพท์ง่ายๆก่อนเป็นลำดับแรก แล้วก็นำศัพท์ง่ายๆ ที่ฟังรู้เรื่องกับพูดเป็น มาหัดเขียน…. สื่อที่ควรใช้ในระยะนี้คือ บทเรียนที่เป็นเทปหรือ CD/DVD ที่ใช้ระบบ interactive (คือผู้เรียนกับสื่อ โต้ตอบกันได้) ศัพท์ง่ายๆที่ว่านี้มีประมาณ 850 คำ ตามไปดูที่ link นี้
http://en.wiktionary.org/wiki/Appendix:Basic_English_word_list

2. ในขณะที่ทำตาม ข้อ 1. เราเรียน grammar แค่พอพูดไม่ให้ประโยคเพี้ยนมากเกินไป… และเรียนเท่าที่เรียนได้ ไม่ต้องฝืนใจ ไม่ต้องเจาะลึก ถ้ายังใช้ภาษาผิดๆ ก็ปล่อยๆให้มันผิดๆไปบ้าง อย่าไปเครียด อย่าไปกลัว จนไม่กล้าพูด ไม่กล้าเขียน
         นี่เป็นข้อแนะนำสำหรับคนทั่วๆไปนะ ….แต่ในกรณีของตัวเราเองนั้น เราแทบจะไม่ได้เรียน grammar เอาเสียเลย เนื่องจากว่าเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ ….แต่สำหรับคนที่อยู่เมืองไทยมาตลอด การเรียน grammar น่าจะจำเป็นในระดับหนึ่ง … แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ อย่าไปบ้ากับมันมากเกินไปถ้าเรียนแล้วฝืนใจ…แต่ถ้าเรียนแล้วสนุกก็เรียนไป …
3. กระเถิบไปเรียน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ โดยพยายามจำ ประโยคตัวอย่าง เพราะว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มักจะแปลเป็นกลุ่มคำ ไม่ค่อยจะแปลเป็นคำโดดๆ เวลาเราเอาคำศัพท์มาใช้ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้คำศัพท์ตัวนั้นเปลี่ยนความหมายไปเรื่อยๆตามที่เราต้องการ … เราเรียกกลุ่มคำนั้นว่า collocation
ตัวอย่างของ collocations คือ
raise your hand ยกมือขึ้น
raise ducks and pigs เลี้ยงเป็ดและหมู
raise crops ปลูกพืช
get a pay raise ได้เงินค่าจ้างเพิ่ม
raise an issue หยิบยกประเด็นขึ้นมา
raise the amount เพิ่มจำนวน
raise the standard ยกระดับมาตรฐาน
จริงๆแล้วคำว่า raise ยังมี collocations อีกมากมาย เช่น
raise eyebrows “เลิกคิ้ว” หรือ “รู้สึกแปลกใจ”
raise a smile ฝืนยิ้ม (เมื่อยามเศร้า)
raise money รวบรวมเงิน (เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์อะไรบางอย่าง)
raise the spectre of something ทำให้กลัวว่าจะเกิดอะไรเหตุการณ์อะไรบางอย่างในเร็วๆนี้
raise its (ugly) head (ปัญหา) ถึงคราวแล้วที่จะต้องแก้ไข
I’ll raise you 10,000 baht เก 10,000 บาท (ใช้เวลาเล่นไพ่)
raise hell โวยวายด้วยความโกรธ
raise embargo ยกเลิกการห้าม (สินค้าเข้าออก)
      จริงๆแล้ว collocations ของคำว่า raise ยังมีอีกมากมาย
      แค่คำว่า raise คำเดียวก็แทบจะแย่อยู่แล้ว นั่นก็หมายความว่า ถ้าใครเรียนภาษาอังกฤษโดยการท่องศัพท์เป็นคำโดดๆ แบบเรียนภาษาจีนหรือภาษาไทยละก้อ เขาไม่มีทางที่จะอ่านรู้เรื่องหรือเขียนได้ถูกต้องเลย ไม่ว่าจะเรียน grammar เป็นข้อๆได้มากสักกี่ข้อก็ตาม
      กว่าจะจำ collocations เหล่านี้ได้เพื่อให้ใช้ภาษาอังกฤษถูกต้องเป็นธรรมชาตินั้น ผู้เรียนต้องใช้เวลาเรียนและจดจำหลายปีทีเดียว การเรียนรู้ collocations บางทีอาจมีความสำคัญเท่ากับ หรือสำคัญมากกว่า การเรียน grammar เสียด้วยซ้ำไป…!!!
      ดังนั้น เราจึงอยากให้คนที่คิดว่า เรียน grammar ด่วนๆแค่ 2-3 เดือนแล้วจะเขียนภาษาอังกฤษไม่ผิดเพี้ยนเลย ดังที่กำลังเป็นข่าวลุกลามเหมือนไฟไหม้ป่า ไปทั่วทั้ง pantip ในขณะเนี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกระทู้ที่มีผู้คนถามไถ่ว่า เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี (แล้วก็มีหน้าม้าเข้ามาตอบกัน)นั้น…..ขอให้ผู้อ่านลองบริกรรมดูดีๆ แล้วคิดว่า มันเป็นไปได้จริงๆ หรือที่ใครจะเรียนภาษาอังกฤษแบบเรียนลัดได้ไวถึงขนาดนั้น….!!!???
     อ้อคำว่า “หน้าม้า” …555+++….พอเขียนๆเรื่องนี้แล้ว ก็เลยเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า คำว่า “หน้าม้า” นั้น ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “shill” …
     การเรียน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ มีวัตถุประสงค์หลัก ก็คือ เพื่อให้ใช้งาน dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากว่ามันมีคำศัพท์ และตัวอย่างประโยค มากกว่า dictionaries อังกฤษ-ไทย ….
     ใครก็ตามที่ใช้ dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ไม่เป็น เรียนภาษาอังกฤษไปมากแค่ไหน (โดยการเปิดแต่ dictionaries อังกฤษ-ไทย) ก็จะ “ไปสู่ทางตัน” และที่จำเป็นต้องเรียน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ ก็เพราะว่า dictionaries อังกฤษ-อังกฤษเกือบทุกเล่ม จะให้นิยามของ entry (คำศัพท์หลักใน dictionary) แต่ละ entry โดยใช้ defining vocabulary อธิบาย ยกตัวอย่างเช่น Longman Dictionary of Contemporary English จะใช้ defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ เพื่ออธิบายความหมายของคำศัพท์ ประมาณ 4000 คำ (แต่กระนั้นก็เถอะ ยังไม่ถือว่า Longman Dictionary of Contemporary English มีคำศัพท์จุมากนัก เนื่องจากว่า ยังมี dictionaries อังกฤษ-อังกฤษอีกหลายยี่ห้อที่มีคำศัพท์มากกว่านี้อีกหลายเท่า…!!!)
      ถ้าอยากดูโฉมหน้าของ defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ ให้ไปที่ link นี่
     http://www.cs.utexas.edu/users/kbarker/working_notes/ldoce-vocab.html
4. อ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากๆ ดูหนัง soundtrack มากๆ แล้วจำรูปแบบประโยคที่เจอไว้มากๆ เพื่อเอามาหัดพูดหัดเขียน คนที่เรียนมาถึงขั้นตอนที่ 4. นี้ บางคนไม่ได้เรียน grammar เพิ่มอีกเลย แต่เมื่อเรียนคำศัพท์ได้เพิ่มเป็น 4000 คำ หรือมากกว่านั้นอีกหลายๆเท่า…..แล้วจำ collocations ได้อีกมากมาย กลับพูดหรือเขียนได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษา มีเยอะแยะเลย ….แต่ถ้าจะเริ่มเรียน grammar ใหม่อีก แบบเจาะลึก (ถ้าไม่เป็นการฝืนใจเรียน) ก็จะช่วยให้เขียนประโยคได้ถูกต้องแม่นยำ และมั่นใจมากยิ่งๆขึ้น
     ในระยะนี้ เมื่อคุณเรียนมาได้ถึงขั้นนี้แล้ว การเรียน grammar เรียนเองได้ เพราะว่าคุณอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่องแล้ว ก็เรียนของฟรีบนเว็บได้ ถ้ารู้ defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ แล้วยังอ่านบทเรียนบนเว็บไม่รู้เรื่องคุณก็เปิด dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ที่เป็น software ลงไว้บน computer ของตัวเอง หรือเปิด dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ของฟรีบนเว็บ ซึ่งนับว่าหาศัพท์ได้รวดเร็วทันใจกว่าการใช้ dictionaries เป็นเล่มๆ
     คนที่เรียนตามขั้นตอนที่ว่านี้น่าจะประสบความสำเร็จได้ในระดับสูงๆ มากๆ โดยไม่ต้องไปเรียนในสถาบันการศึกษาใดๆเลย ……..ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร??? คำตอบก็คือว่า เรียนจากเว็ป และจากสื่อต่างๆ (เช่น DVD หนัง soundtrack) และจากการพูดจากับชาวต่างชาติ ยังไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็นพูดกันในที่ทำงาน สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่อื่นๆ หรือ chat กันทางเน็ต (ที่เขาเรียกว่า video call …โดยใช้ msn messenger หรือ netmeeting คุยกันด้วยหูฟังกับไมค์….) ฯลฯ ….ซึ่งเราเคย chat แบบนี้บ่อยๆเมื่อในอดีต….
    ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เราควรตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างเหมาะสมในแต่ละระดับ อย่าทะเยอทะยานมากจนเกินไป
    วืธีการที่เราให้ไว้ข้างบนนี้ เป็นวิธีการเรียนรู้แบบพัฒนาไปตามลำดับขั้นตอน …
    ฟังดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงแล้ว กว่าจะเชี่ยวชาญได้ ผู้เรียนจะต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละเป็นเวลานานหลายปี…(มากกว่า การเรียนปริญญาโททางด้านภาษาเสียอีก)
    เพราะอะไร? เพราะว่า
     ความน่าจะเป็นไปได้ของ collocations ที่มีจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่เรียนยากมากที่สุดในโลก ไม่เหมือนภาษาจีนหรือภาษาไทย (ที่คำศัพท์มักจะแปลเป็นคำโดดๆ) ที่คุณเรียนคำศัพท์ 4000 คำ คุณก็แปลได้ 4000 คำ แต่คุณเรียนภาษาอังกฤษ 4000 คำ คุณไม่มีทางเข้าใจมันได้หมด 4000 คำเลย ถ้าคุณจำ collocations ไม่ได้ (collocations ของคำศัพท์ 4000 คำ แตกกระจายออกมาได้นับแสนๆความเป็นไปได้) ซึ่งถ้าคุณไม่รู้ collocations มากพอ แต่ไปใช้คำศัพท์แบบแปลเป็นคำๆโดดๆแบบภาษาจีนหรือภาษาไทย ประโยคภาษาอังกฤษมันจะดูผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติจนเละเทะ …และนี่คือข้อเสียเปรียบที่คนไทยเสียเปรียบเจ้าของภาษาอย่างแรง
    หลายๆคนหลงผิด ไปมองหลักสูตรภาษาในระดับสูงๆ (เช่นปริญญาโททางด้านภาษา) โดยหลงคิดว่า “เรียนจบมาแล้วจะเก่งในระดับเทพ เพียงแค่เรียนไปตามหลักสูตร”
    เลยหลายๆคนคิดหนัก ว่าจะเรียนหลักสูตรนั้นหรือหลักสูตรนี้ดี จึงจะจบออกมาแล้วเก่ง …ใช้งานได้จริงๆ
    คำตอบก็คือว่า “จริงๆแล้วไม่ใช่”
     การเรียนภาษาอังกฤษวุฒิสูงๆแล้วจบออกมาเก่งด้วยนั้น ผู้เรียนต้องใช้เวลาว่างนอกมหาลัย เพื่อเรียนรู้อะไรในชีวิตจริงควบคู่กันไปด้วย และเมื่อจบมาแล้วก็ต้องเรียนรู้ในชีวิตจริงต่อไปอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยการลงมือใช้งานภาษาจริงๆ จึงจะประสบความสำเร็จ ถ้าทำอย่างนี้จะจบมาได้ทั้งวุฒิสูงๆและได้ทั้งความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง ด้วย …แต่ถ้าเรียนไปตามหลักสูตรเฉยๆแล้วหวังว่าจบมาแล้วจะเก่งแบบเทพ รับรองเลยว่า “เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
    ถ้าไม่เชื่อ ก็แค่คำนวณเวลาที่ใช้ไปสิ
    เช่น คนไทยเรียนปริญญาโทภาษาอังกฤษ (จะหลักสูตร แบบไหนก็ช่างเถิด) เรียนกันอย่างมากก็แค่ 2 ปี จบออกมา แค่จำ collocations ของคำศัพท์ 4000 คำ เราว่า ก็ยังจำได้ไม่หมดเลย (เพราะมันแตกกระจายออกไปนับแสนๆความเป็นไปได้) ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น นั่นก็คือว่า คำศัพท์ในภาษาอังกฤษมันมีมากกว่า 4000 คำ…รับรองว่ามีมากกว่านั้นอีกหลายๆเท่า แต่จะมีมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ …??? !!!!….มันเยอะเสียจนน่าเวียนหัว เนื่องจากภาษาอังกฤษพัฒนาหลายร้อยปี โดยมีภาษาอื่นเข้ามาผสมผสานมากมาย จนนับไม่ถ้วน ….!!! …. แล้วมหาบัณฑิตที่โตมาในประเทศไทยคนนั้นจะเก่งใกล้เคียงเจ้าของภาษา (ที่โตมากับภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกเกิด) ได้อย่างไรกันเล่า ดังนั้น หลักสูตรมหาลัย น่าจะเป็นเพียงแค่
   “การปูพื้นให้นักศึกษารู้วิธีการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ได้ด้วยตนเอง เมื่อไม่มีอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอน”
    ยกตัวอย่างบุคคลในอดีต ดังเช่น พระยาอนุมาณราชธน เรียนหนังสือแค่ระดับมัธยม แต่เรียนภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเองจนกระทั่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษามากๆจน มีผลงานดีเด่นทางด้านภาษามากมาย หรือ อ.สายสุวรรณ ก็เรียนหนังสือแค่ระดับมัธยม แต่มีผลงานแปลดีเด่นระดับบรมครูมากมาย คนพวกนี้ ท่านเรียนภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญมากๆ โดยการเรียนภาษาอังกฤษนอกมหาลัยกันทั้งนั้น
    หมายเหตุ เมื่อเราพูดถึง defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ ที่เราบอกว่า ถ้าคุณรู้แค่นั้น คุณก็เรียน grammar, listening comprehension, reading comprehension, writing, literature, phonetics และอื่นๆอีกมากมายเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ โดยการเรียนของฟรีบนเว็ปได้สบายๆแล้ว…
    ผู้อ่านคงสงสัยว่า ความรู้ระดับไหนกันหว่า ในหลักสูตรไทย ที่สอน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ จนครบถ้วน
    คำตอบก็คือ แค่ ม.6 เอง…ให้ตายสิ รับรองว่าไม่โกหกอย่างเด็ดขาด…!!!!
   เมื่อพวกเราอ่านข้อความที่ผู้คนสอบถามกันบ่อยๆบนเว็ปว่า
   “เรียน grammar ที่ไหนดี” หรือเรียนหลักสูตรไอ้นั่นไอ้นี่ที่ไหนดึ ซึ่งแท้จริงแล้ว เรียนเองบนเว็ปได้หมดเลย (ถ้าจบ ม.6 มาเป็นอย่างน้อยนะ) แต่กลับมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่ “ไม่ชอบของฟรี” แต่ชอบ “ของเสียเงิน” โดยการถามไถ่กันอยู่ทุกวี่ทุกวันว่า
    “เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดีครับ/คะ?”
    ที่เป็นเช่นนี้ มีเหตุผลหลักอยู่ 2 ประการคือ
1. เรียนเองได้ แต่ขี้เกียจเรียน ไม่อยากออกแรงเอง ก็เลยเชื่อว่า การไปลงเรียนหลักสูตรอะไรบางอย่างนั้น ผู้สอน น่าจะ “สอนวิธีลัดให้ได้”….ขอให้เชื่อเถิด ไม่มีหรอกวิธีลัดน่ะ….เราไม่เคยเห็นใครทำได้ ไอ้การไปเรียนที่นั่นที่นี่ แล้วบอกว่า ได้ผลนั้น ไอ้ได้ผล มันก็คงได้ผลอยู่บ้างหรอก แต่ “มันก็ต้องเรียนยาวนานเหมือนกันนะ” ยาวเท่าที่กำลังทรัพย์จะมีพอให้เรียนได้ ไม่ใช่เรียนแค่เดือนเดียวแล้วเก่ง เหมือนที่ใครๆหลงคิดว่า เรียน grammar แค่เดือนเดียว จะเก่งทุกอย่าง รับรองว่าเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด !!!
2. เรียนเองไม่ได้จริงๆ “เพราะความรู้ภาษาอังกฤษต่ำกว่า ม.6″
ทั้งๆที่จบปริญญาตรีมาแล้ว
     ในกรณีเช่นนี้ พวกเราหลายๆคนจะต้องยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนไทย ตั้งแต่ประถม ถึง ม.6 นั้น มีอัตรา “ความล้มเหลว” เสียเป็นส่วนใหญ่ …..!!! นี่คือสัจธรรม….

ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่ง

จากคนที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้  ไม่กล้าและไม่มั่นใจที่จะพูดภาษาอังกฤษ ทำอย่างไรจึงจะ
เริ่มต้นพูดได้
          การเริ่มต้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก !!   หากคุณมีประสบการณ์ที่ดีในการเริ่มต้นพูดภาษาอังกฤษ คุณจะพัฒนาทักษะการพูด และทักษะอื่นๆตามมาได้อย่างง่ายดาย  แต่หากคุณมีประสบการณ์ในการ
เริ่มต้นที่เลวร้ายแล้วล่ะก้อ   โอกาสที่จะพัฒนาก็ค่อนข้างจะยาก  เพราะอะไร  เพราะจิตใต้สำนึกที่
ส่งมาเตือนคุณอยู่เสมอว่า  อย่าพูดเลย เดี๋ยวฝรั่งไม่รู้เรื่องแล้วเราจะหน้าแตก , อย่าพูดเลย  เดี๋ยวพูด
ติดๆขัดๆแล้ว อายเขา.....  อะไรต่างๆนานาเหล่านี้จะเข้ามารบกวนจิตใจคุณตลอดเวลาจนคุณตัด
สินใจที่จะเดินหนีฝรั่ง หรือไม่พูดอะไรดีกว่า  ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำซ้ำเติมให้คุณไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ
ตลอดไป.......แล้วคุณจะเริ่มต้นพูดภาษาอังกฤษได้อย่างไร ??
          หลักการในการเริ่มต้นพูดภาษาอังกฤษ  นั้น จะต้องเริ่มมาจากสิ่งต่อไปนี้
          1.  ความมั่นใจ    หากคุณมีเด็กเล็ก..น้องๆ หรือหลานๆ ในบ้านคุณ  คุณจะเห็นได้ชัดว่าแม้แต่
เด็กเล็กยังต้องการความมั่นใจในการเริ่มต้นพูด  เขาจะฟังคุณแม่ที่คอยกระตุ้นให้เขาพูด  แต่ยังไม่
ยอมพูดจนกว่าเขาจะมั่นใจว่า  สิ่ง ที่คุณแม่สอนนั้น เขาเข้าใจได้ถูกต้อง เช่น ชี้คุณพ่อได้ถูกต้อง เมื่อคุณแม่ถามว่าคุณพ่ออยู่ไหน เป็นการทดสอบก่อนว่าสิ่งที่ได้ฟังมานั้นเข้าใจถูกหรือไม่ หากได้
รับคำชมจากคุณแม่ หลังจากนั้นไม่นานคุณจะพบว่าเขาจะเริ่มเรียก “พ่อ” ตามสำเนียงของเขา  ดังนั้นคุณไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมจิตใต้สำนึกของเราจึงสั่งให้เราเดินหนี ฝรั่ง เมื่อเราไม่มั่นใจ
          2.  ความรู้ในสิ่งที่เราจะพูด  หากเราสามารถพูดได้ แต่ไม่มีความรู้ในสิ่งที่เขากำลังคุยกันอยู่
เราก็ใบ้ได้เช่นกัน
          3.  การใช้คำที่เหมาะสม  หากคุณเคยพูดภาษาอังกฤษเล่นๆกับเพื่อน พูดถูกบ้างผิดบ้าง 
เพื่อนก็เข้าใจคุณ  และคุณก็ไม่ได้ศึกษาว่าคำนี้เหมาะสมหรือไม่หากจะใช้กับแขกต่างประเทศหรือ
ใช้ในที่ทำงาน  ถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ  คุณก็ใบ้ได้อีกเช่นกันว่าเราควรจะพูดประโยคนี้ดีหรือไม่ เหมาะสมหรือเปล่า เป็นภาษาที่เขาใช้
ในสังคมหรือไม่

การฟังภาษาอังกฤษให้รู้เรื่องและพูดภาษาอังกฤษให้เก่ง

 คำพูดที่ว่า "ทำอย่างไรให้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง" หรือ "ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้
คล่อง” และ “ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่ง” เป็นคำพูดที่คนส่วนใหญ่พูดกัน ทั้งๆที่เรียน
ภาษาอังกฤษกันมาแล้วหลายปี
          ยิ่ง ไปกว่านั้น  หลายคนยังต้องเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากที่ต้องเรียนในโรงเรียน  และบางคนผ่านการเรียนภาษาอังกฤษจากสถาบันสอนภาษาอังกฤษมาแล้วหลายสถาบัน  แต่ก็ยังไม่
สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ซักที  บางคนสามารถอ่านภาษาอังกฤษได้ดี เข้าใจดี หรือ บางคนทำคะแนน
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้ดี  แต่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะอะไร
          สาเหตุที่สำคัญคือ  การฟังภาษาอังกฤษให้เก่ง   กล่าวคือเราต้องพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษ ก่อน และต้องฟังประโยคซ้ำๆ หลายๆรอบ จนขึ้นใจแล้วพูดตาม  ออกเสียงให้เหมือนที่สุด อาจไม่เข้าใจ
ความหมาย  หรือคำแปล  ไม่เป็นไร ขอให้พูดภาษาอังกฤษออกมาให้ได้ก่อน
          เมื่อเราพูดประโยคเหล่านั้นออกมา ได้แล้ว  เราก็หลุดออกจากกับดักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษได้แล้ว  นั่นแปลว่าเราได้เข้าสู่วงจรของการที่จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่าง อัตโนมัติแล้ว  หลังจากนั้นจึง
ค่อยมาศึกษาคำแปลของประโยคเหล่านั้น  และเพิ่มประโยคภาษาอังกฤษให้มีสะสมในสมองมากขึ้น ลำดับต่อไปจึงฝึกพูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นให้เร็วขึ้น  เราก็จะสามารถพูดภาษาอังกฤษแบบ
อัตโนมัติจากจิตใต้สำนึกโดยไม่ติดขัดอีกแล้ว
          แล้วจึงมาฝึกหรือแก้ไขคำที่เรามัก จะออกเสียงภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง ไม่ชัด  ให้พูดได้ชัดเจนขึ้น  ตรงนี้อาจต้องอาศัยครูสอนภาษาอังกฤษที่เป็นเจ้าของภาษา เช่นชาวอังกฤษ หรือชาวอเมริกันมาช่วย
สอน  เพื่อให้เรียนได้เร็วและมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น
          ถ้าทำเช่นนี้ได้บ่อยๆก็จะสามารถ ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง และพูดภาษาอังกฤษเก่ง

เทคนิคการสอนทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ

 การอ่านภาษาอังกฤษ  มี 2  ลักษณะ คือ  การอ่านออกเสียง (Reading aloud) และ การอ่านในใจ
(Silent Reading )  การอ่านออกเสียงเป็นการอ่านเพื่อฝึกความถูกต้อง (Accuracy) และความคล่องแคล่ว
(Fluency)ในการออกเสียง ส่วนการอ่านในใจเป็นการอ่านเพื่อรับรู้และทำความเข้าใจในสิ่งที่อ่านซึ่งเป็น
การอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่นเดียวกับการฟัง  ต่างกันที่ การฟังใช้การรับรู้จากเสียงที่ได้ยิน ในขณะที่
การอ่านจะใช้การรับรู้จากตัวอักษรที่ผ่านสายตา ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝน
ให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและมีความสามารถเพิ่มพูนขึ้นได้ด้วยเทคนิควิธีการโดยเฉพาะ  ครูผู้สอนจึง
ควรมีความรู้และเทคนิคในการสอนทักษะการอ่านให้แก่ผู้เรียนอย่างไรเพื่อให้การอ่านแต่ละลักษณะ
ประสบผลสำเร็จ
1.   เทคนิควิธีปฏิบัติ
1.1 การอ่านออกเสียง   การฝึกให้ผู้เรียนอ่านออกเสียงได้อย่าง ถูกต้อง และคล่องแคล่ว ควรฝึกฝน
ไปตามลำดับ โดยใช้เทคนิควิธีการ ดังนี้
                (1)  Basic Steps of Teaching (BST)   มีเทคนิคขั้นตอนการฝึกต่อเนื่องกันไปดังนี้
       - ครูอ่านข้อความทั้งหมด 1 ครั้ง / นักเรียนฟัง
       - ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนทั้งหมดอ่านตาม
      - ครูอ่านทีละประโยค / นักเรียนอ่านตามทีละคน ( อาจข้ามขั้นตอนนี้ได้ ถ้านักเรียนส่วนใหญ่อ่าน
ได้ดีแล้ว)
     - นักเรียนอ่านคนละประโยค ให้ต่อเนื่องกันไปจนจบข้อความทั้งหมด
     - นักเรียนฝึกอ่านเอง
     - สุ่มนักเรียนอ่าน
                 (2)  Reading  for  Fluency ( Chain Reading)   คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนอ่านประโยค
คนละประโยคอย่างต่อเนื่องกันไป เสมือนคนอ่านคนเดียวกัน  โดยครูสุ่มเรียกผู้เรียนจากหมายเลขลูกโซ่  เช่น ครูเรียก Chain-number One  นักเรียนที่มีหมายเลขลงท้ายด้วย 1,11,21,31,41, 51  จะเป็นผู้อ่าน
ข้อความคนละประโยคต่อเนื่องกันไป หากสะดุดหรือติดขัดที่ผู้เรียนคนใด ถือว่าโซ่ขาด  ต้องเริ่มต้นที่
คนแรกใหม่ หรือ เปลี่ยน Chain-number ใหม่
                (3)  Reading and Look up คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยใช้วิธี อ่านแล้วจำประโยคแล้วเงยหน้าขึ้นพูดประโยคนั้นๆ อย่างรวดเร็ว คล้ายวิธีอ่านแบบนักข่าว
                (4)  Speed Reading   คือ เทคนิคการฝึกให้นักเรียนแต่ละคน อ่านข้อความโดยเร็วที่สุด
เท่าที่จะเร็วได้ การอ่านแบบนี้ อาจไม่คำนึงถึงความถูกต้องทุกตัวอักษร แต่ต้องอ่านโดยไม่ข้ามคำ เป็น
การฝึกธรรมชาติในการอ่านเพื่อความคล่องแคล่ว (Fluency) และเป็นการหลีกเลี่ยงการอ่านแบบสะกด
ทีละคำ
                 (5)  Reading for Accuracy   คือ การฝึกอ่านที่มุ่งเน้นความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียง ทั้ง stress / intonation / cluster / final sounds ให้ตรงตามหลักเกณฑ์ของการออกเสียง (Pronunciation) โดยอาจนำเทคนิค Speed Reading   มาใช้ในการฝึก และเพิ่มความถูกต้องชัดเจนในการออกเสียงสิ่งที่
ต้องการ จะเป็นผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการอ่านได้อย่างถูกต้อง (Accuracy) และ คล่องแคล่ว (Fluency) ควบคู่กันไป
1.2  การอ่านในใจ     ขั้นตอนการสอนทักษะการอ่าน มีลักษณะเช่นเดียวกับขั้นตอนการสอนทักษะ
การฟัง โดยแบ่งเป็น  3   กิจกรรม  คือ   กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading)  กิจกรรมระหว่าง
การอ่าน หรือ ขณะที่สอนอ่าน (While-Reading) กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading)   แต่ละกิจกรรม
อาจใช้เทคนิค ดังนี้
      1)  กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading)   การ ที่ผู้เรียนจะอ่านสารได้อย่างเข้าใจ ควรต้องมี
ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับสารที่จะได้อ่าน โดยครูผู้สอนอาจใช้กิจกรรมนำให้ผู้เรียนได้มีข้อมูลบางส่วน
เพื่อช่วยสร้าง ความเข้าใจในบริบท ก่อนเริ่มต้นอ่านสารที่กำหนดให้ โดยทั่วไป มี 2 ขั้นตอน คือ
       - ขั้น Personalization เป็น ขั้นสนทนา โต้ตอบ ระหว่างครู กับผู้เรียน หรือ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน เพื่อทบทวนความรู้เดิมและเตรียมรับความรู้ใหม่จากการอ่าน
      - ขั้น Predicting เป็น ขั้นที่ให้ผู้เรียนคาดเดาเกี่ยวกับเรื่องที่จะอ่าน โดยอาจใช้รูปภาพ แผนภูมิ หัวเรื่อง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะได้อ่าน แล้วนำสนทนา หรือ อภิปราย หรือ หาคำตอบเกี่ยวกับภาพนั้น ๆ หรือ อาจฝึกกิจกรรมที่เกี่ยวกับคำศัพท์ เช่น ขีดเส้นใต้ หรือวงกลมล้อมรอบคำศัพท์ในสารที่อ่าน หรือ  อ่าน
คำถามเกี่ยวกับเรื่องที่จะได้อ่าน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบแนวทางว่าจะได้อ่านสารเกี่ยวกับเรื่องใด  เป็นการ
เตรียมตัวล่วงหน้าเกี่ยวกับข้อมูลประกอบการอ่าน และค้นหาคำตอบที่จะได้จากการอ่านสารนั้นๆ  หรือ ทบทวนคำศัพท์จากความรู้เดิมที่มีอยู่ ซึ่งจะปรากฏในสารที่จะได้อ่าน โดยอาจใช้วิธีบอกความหมาย  หรือทำแบบฝึกหัดเติมคำ ฯลฯ
       2)  กิจกรรมระหว่างการอ่าน  หรือ กิจกรรมขณะที่สอนอ่าน ( While-Reading)  เป็นกิจกรรมที่ให้
ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติในขณะที่อ่านสารนั้น  กิจกรรมนี้มิใช่การทดสอบการอ่าน  แต่เป็นการ ฝึกทักษะการอ่าน
เพื่อความเข้าใจ  กิจกรรมระหว่างการอ่านนี้  ควรหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติ
ทักษะอื่นๆ  เช่น  การฟัง  หรือ  การเขียน  อาจจัดกิจกรรมให้พูดโต้ตอบได้บ้างเล็กน้อย  เนื่องจากจะเป็น
การเบี่ยงเบนทักษะที่ต้องการฝึกไปสู่ทักษะอื่นโดยมิได้เจตนา   กิจกรรมที่จัดให้ในขณะฝึกอ่าน  ควรเป็นประเภทต่อไปนี้
      - Matching   คือ อ่านแล้วจับคู่คำศัพท์ กับ คำจำกัดความ หรือ จับคู่ประโยค เนื้อเรื่องกับภาพ แผนภูมิ
      - Ordering   คือ อ่านแล้วเรียงภาพ แผนภูมิ ตามเนื้อเรื่องที่อ่าน หรือ เรียงประโยค (Sentences) ตามลำดับเรื่อง หรือเรียงเนื้อหาแต่ละตอน (Paragraph) ตามลำดับของเนื้อเรื่อง
      - Completing คือ อ่านแล้วเติมคำ สำนวน ประโยค   ข้อความ ลงในภาพ แผนภูมิ ตาราง ฯลฯ ตามเรื่องที่อ่าน
      - Correcting    คือ อ่านแล้วแก้ไขคำ สำนวน ประโยค ข้อความ ให้ถูกต้องตามเนื้อเรื่องที่ได้อ่าน
      - Deciding   คือ อ่านแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (Multiple Choice)   หรือ เลือกประโยคถูกผิด (True/False) หรือ เลือกว่ามีประโยคนั้นๆ ในเนื้อเรื่องหรือไม่ หรือ เลือกว่าประโยคนั้นเป็นข้อเท็จจริง (Fact) หรือ เป็นความคิดเห็น (Opinion)
      - Supplying / Identifying   คือ  อ่านแล้วหาประโยคหัวข้อเรื่อง ( Topic  Sentence)  หรือ สรุปใจ
ความสำคัญ( Conclusion)  หรือ จับใจความสำคัญ ( Main Idea) หรือตั้งชื่อเรื่อง (Title)  หรือ ย่อเรื่อง (Summary)  หรือ หาข้อมูลรายละเอียดจากเรื่อง ( Specific  Information)
      3)  กิจกรรมหลังการอ่าน (Post-Reading)  เป็นกิจกรรมที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาในลักษณะ
ทักษะสัมพันธ์เพิ่มขึ้นจากการอ่าน  ทั้งการฟัง  การพูดและการเขียน ภายหลังที่ได้ฝึกปฏิบัติกิจกรรม
ระหว่างการอ่านแล้ว  โดยอาจฝึกการแข่งขันเกี่ยวกับคำศัพท์  สำนวน ไวยากรณ์ จากเรื่องที่ได้อ่าน  เป็น
การตรวจสอบทบทวนความรู้  ความถูกต้องของคำศัพท์  สำนวน  โครงสร้างไวยากรณ์  หรือ ฝึกทักษะ
การฟังการพูดโดยให้ผู้เรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง แล้วช่วยกันหาคำตอบ สำหรับผู้เรียนระดับ
สูง อาจให้พูดอภิปรายเกี่ยวกับอารมณ์หรือเจตคติของผู้เขียนเรื่องนั้น  หรือฝึกทักษะการเขียนแสดง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ได้อ่าน  เป็นต้น

2.    บทเรียนที่ได้ (ถ้ามี)
 

          การสอนทักษะการอ่านโดยใช้เทคนิคต่างๆ ในการจัดกิจกรรมให้แก่ผู้เรียนตามข้อเสนอแนะข้างต้น  จะช่วยพัฒนาคุณภาพทักษะการอ่านของผู้เรียนให้สูงขึ้นตามลำดับ  ทั้งนี้  ขึ้นอยู่กับความถี่ในการฝึกฝน  ซึ่งผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ทักษะการอ่านที่ดี  จะนำผู้เรียนไปสู่ทักษะ
การพูด และการเขียนที่ดีได้เช่นเดียวกัน
คำสำคัญ ( Keywords)  
                           1. ทักษะการอ่าน
                           2. การอ่านออกเสียง
                           3. การอ่านในใจ
                           4. กิจกรรมในการสอนอ่าน
                           5. กิจกรรมนำเข้าสู่การอ่าน ( Pre-Reading)
                           6. กิจกรรมระหว่างการอ่าน  หรือ กิจกรรมขณะที่สอนอ่าน ( While-Reading)
                           7. กิจกรรมหลังการอ่าน  (Post-Reading)

เทคนิคเพิ่มความเร็วในการอ่านภาษาอังกฤษ

 จากการเคยทำข้อสอบเกี่ยวกับ ส่วนของ reading ที่เราเคยกลัวและคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่เรา
ได้เทคนิดดี ๆ มาฝาก เริ่มจากการต้องปรับเปลี่ยนวิธีการอ่าน จากที่เคยอ่านแบบละเอียดแปล ทุกข้อความ หรือคิดว่าต้องรู้ศัพท์ทุกตัวจึงจะทำข้อสอบหรืออ่านได้ดี แต่เป็นการคิด ผิด ความจริงไม่จำเป็นเลยที่ต้อง
เข้าใจคำศัพททุกตัว เทคนิคการอ่านจับใจความด้วยเวลาที่รวดเร็วสรุปแล้วสำหรับเรามีหลักอยู่ 5 ข้อ

          1. ขั้นแรกถ้าในการทำข้อสอบ เราต้องเริ่มที่คำถาม เพราะว่าในการสอบอ่านตั้งมากมายเพื่อมาตอบ
คำถามเพียง 4-5 คำถาม ดังนั้นเราควรตรวจสอบคำถามก่อน ทำให้ลดขอบเขตที่ต้องสนใจหรือจับใจ
ความสำคัญลดลง
          2. หลังจากตรวจสอบคำถาม เราก็มาเริ่มอ่านโดยอ่านอย่างรวดเร็ว และอ่านรวดเดียวจนจบเรื่อง
อย่าพยายามกลับมาอ่านประโยคที่อ่านผ่านไปแล้ว เพราะมันจะทำให้เรางง และก็งง
          3. อย่าสะดุดนะเมื่อเจอคำศัพท์ที่ตนไม่รู้ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนส่วนมาก รวมทั้งเราที่เป็นหนึ่ง
ในนั้น มันไม่จำเป็นเลยที่เราต้องรู้ความหมายของศัพท์ทุกตัว เพราะสามารถเดาความหมายได้จากบริบท
คำแวดล้อมได้ จะได้ลองหัดเดาคำศัพท์ด้วยไง
          4. จินตนาการ เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะบางที่ทำให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เค้าต้องการจะบอกได้ดี และ
พยายามเดาเรื่องราว วาดภาพในใจตามไปด้วยเช่นถ้ากล่าวถึงหมีแพนด้า เราก็จินตนาการภาพไปด้วยว่า
หน้าตามันเป็นอย่างไร หรือว่ามันอาศัยอยู่ที่ไหน กินอะไรเป็นอาหาร ก็ทำให้เราเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น
          5. พยายามสรุปในสิ่งที่อ่านเค้าต้องการบอกอะไร และสามารถตั้งคำถามเอง ตอบเองได้ และฝึกฝน
ด้วยการอ่านให้มากขึ้น
          ก็มีเทคนิดการอ่านแต่ละประเภทแยกย่อยไปอีกแล้วเดี๋ยวมาแยกประเภทการอ่านอีกทีนะ ซึ่งตอนนี้
เรากำลังปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไม่ยึดติดกับการแปลความหมายคำต่อคำ นอกจากรูปประโยคที่แปลไม่สวย
แล้วยังแปลผิดๆ ถูกๆ อีก

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Word Usage (การใช้คำ)

1. หลักการใช้คำ
ผู้เขียนบทความเป็นภาษาอังกฤษควรสนใจหลักการใช้คำดังนี้
1.1.  รู้จักชนิดของคำ (parts of speech)
        ในการเขียนภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง ต้องรู้จักชนิดของคำ (parts of speech)
คำแบ่งออกเป็นสองชนิดคือชนิดปิด  (closed classes)  มีจำกัด และ ชนิดเปิด (open classes) มีจำนวนมากมีคำใหม่เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของศาสตร์นั้นๆเช่น คอมพิวเตอร์มีศัพท์ใหม่จำนวนมาก
1. Closed classes   มีจำกัด ตายตัว  ประกอบด้วยคำต่อไปนี้
        Pronoun:  he, she, it…
        Determiner: the, a, an, that, some …
        Primary verb:  Be, Have, Do
        Modal verb: can, could, will, would, shall, should
        Conjunction: and, or,  while

2. Open classes  มีจำนวนมาก มีคำใหม่เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของศาสตร์นั้นๆ เช่นคอมพิวเตอร์มีศัพท์ใหม่จำนวนมาก
        Noun:  เช่น  research
        Adjective: เช่น important, up-to-date
        Full verbs: เช่น  identify, propose, state
        Adverb: เช่น  significantly
        (Greenbaum  & Quirk, 1995: 16)  ตัวอย่างเป็นของผู้เขียนชุดฝึกอบรมฯ
  1.2  ใช้ชนิดของคำ (parts of speech) ให้ถูกต้อง
        ในการเขียนประโยคต้องใช้ชนิดของคำ (parts of speech) ให้ถูกต้องตามตำแหน่งในโครงสร้างของประโยค   คำนามสังเกตได้จากคำลงท้าย (suffix) เช่น  ance คำที่ลงท้าย ance มักจะเป็นคำนามเช่น significance คำคุณศัพท์สังเกตจากคำลงท้าย    ant  เช่น significant  คำกริยาวิเศษณ์สังเกตจากคำลงท้าย    ly เช่น significantly 
        รูปของคำกริยา  สังเกตได้จากคำลงท้าย   fy  identify หรือสังเกตจาก prefix เช่น dis เติมหน้าคำagree  เป็น disagree
ตัวอย่างที่ 1
      …at the significance level of 0.05
ตัวอย่างที่ 2
      The overall correlation between survivors’ practice of risk-reduction behaviours and lymphedema-related symptoms was not statistically significant. 


ตัวอย่างที่  3
On the one hand, teachers or parents can be significant mediators who pass on learning strategies to younger generation through education or child rearing…

  1.3   การรู้รากศัพท์ (roots) จะช่วยให้มีวงศัพท์มากขึ้น
      การรู้รากศัพท์นอกจากจะช่วยให้เข้าใจความหมายของคำศัพท์มากขึ้นยัง สามารถใช้คำได้ตรงตามความหมายยิ่งขึ้น เช่น  รากศัพท์ solve, solut มีความหมายว่า loosen คำศัพท์เช่น solution, solve หมายถึงแก้ปัญหา
       รากศัพท์ gress  มีความหมายว่า step, move  คำศัพท์เช่น progressหมายถึงความก้าวหน้า  regression  หมายถึงการถอยหลัง
  1.4  ใช้  affixes ให้ถูกต้องตรงความหมาย 
              affixes ประกอบด้วย prefix และ suffix
prefix คือส่วนที่ประกอบด้วยตัวอักษรเดียวหรือมากกว่า เพิ่มไว้หน้าคำเพื่อสร้างคำใหม่โดยไม่เปลี่ยนหน้าที่ของคำนั้น แต่เปลี่ยนความหมาย เช่น pre-test, post-test  มาจาก test (v, n)
              suffix คือส่วนที่ประกอบด้วยตัวอักษรเดียวหรือมากกว่า วางไว้หลังคำเพื่อสร้างคำใหม่ เปลี่ยนหน้าที่ของคำนั้น และเปลี่ยนความหมาย เช่น interview(v, n), interviewee  (n), interviewer (n).
  1.5 ในบางกรณีอาจใช้คำซ้ำ หรือคำเหมือน
        คำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน (synonyms) หรือคำตรงกันข้าม (antonyms) เพื่อย้ำความหรือเพื่อเน้น
  1.6 ต้องรู้จักคำที่มีความหมายตามตัวอักษรและคำที่แสดงนัยยะ (denotation and connotation)
       
ในการเขียนงานทางวิชาการต้องระมัดระวังการใช้ คำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเขียนทางมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หากใช้คำที่มีนัยยะด้านลบ การวิเคราะห์หรือการเขียนก็จะให้ความรู้สึกในทางลบ หรือการให้ คำจำกัดความ (definition) ต่าง ๆ เช่น high culture/low culture ต้องระมัดระวังให้ตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด บางครั้งใช้เครื่องหมาย ๆ quotation (‘ ’ )เพื่อแสดงถึงความหมายเฉพาะ หรือเพื่อต้องการเน้น ผู้เขียนควรศึกษาการใช้คำจากพจนานุกรมให้ชัดเจนก่อน
  1.7 ใช้คำ และ คำที่มักใช้คู่กัน (collocation) ให้ถูกต้อง          ในการเขียนบทความภาษาอังกฤษต้องใช้สำนวนภาษาที่ไปด้วยกันเช่น คำกริยาที่ใช้คู่กับคำนามนั้น ๆ   ผู้เขียนต้องไม่แปลตรงตัวจากภาษาไทย คำกริยาและคำนามที่มักใช้คู่กัน (verb-noun collocation) เช่น conduct the research
       Both qualitative and quantitative analyses were conducted.
  1.8 ใช้คำศัพท์ และระดับของภาษาให้ถูกต้อง   เช่น ภาษาทางการแพทย์ ภาษากฎหมาย ระดับของภาษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการหรือภาษาถิ่นจำกัดวงผู้ใช้
        ศัพท์วิชาการของแพทย์ พยาบาล ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์  มีผู้รวบรวมไว้ตามศาสตร์ อาจศึกษาศัพท์วิชาการเหล่านี้จากเว็บไซต์ เช่น
  1. “Main list of AWL items with Thai/English examples”  Retrieved January 28, 2010, from http://sealang.net/thai/vocabulary/awl-2.htm   
  2. ศัพท์ทางการแพทย์ เช่น  “English for medical professional”  Retrieved February 12, 2010, from http://www.englishclub.com/english-for-work/medical-vocabulary.htm
  3. กิจกรรมฝึกฝนคำศัพท์ “Specialised vocabulary: Medical” Retrieved February 12, 2010, from, http://www.world-english.org/medicalvocabulary.htm
  4. กิจกรรมฝึกฝนคำศัพท์ Retrieved January 28, 2010, from   http://www.academicvocabularyexercises.com/#what 

Parts of speech (ชนิดของคำ)

ในที่นี้จะสรุปย่อส่วนต่าง ๆ ของประโยค หรือชนิดของคำ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน และเน้นที่มุมมองของการนำไปใช้เขียนบทความทางวิชาการ
1.1 คำนาม  (nouns) เป็นส่วนที่ให้เรียก ชื่อ คน สัตว์สิ่งของ
นามธรรม (abstract noun)  เช่น friendship
รูปธรรม (concrete noun)  เช่น a report
คำนามเฉพาะ เช่น ชื่อคน สถานที่   สิ่งของ เช่น Einstein
คำนามทั่วไป ชื่อสิ่งของเช่น  a computer
คำนามนับได้ เช่น questionnaire
คำนามนับไม่ได้   เช่น anger,  satisfaction
การใช้คำกำกับนาม เช่น determiners
- definite article        the
- indefinite article    a  an
- demonstratives      this that these those

1.2 คำสรรพนาม (pronouns)
ใช้แทนที่คำนาม แบ่งออกเป็น
Personal pronouns  อ้างถึงบุคคลและสิ่งของ
เอกพจน์    I, me, he, him
พหูพจน์   we, us, you, they, them
Relative pronouns ขึ้นต้นประโยคย่อย เช่น who, which, that, whom, whose
Demonstrative pronouns บ่งบอกคำนามที่แทนที่ เช่น this, that, these, those
Interrogative pronouns ตั้งคำถาม เช่น what, when, where, why, how, who, whom, whose
Reflexive pronouns เน้นย้ำการกระทำของตนเอง เช่น myself, yourself, herself
Indefinite pronouns อ้างถึงสิ่งทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจง one, anyone, somebody nobody, anything
Reciprocal pronouns  อ้างถึงส่วนย่อยของคำนามพหูพจน์ one another, each other

1.3  คำกริยา  (verbs)
ใช้แสดงการกระทำ เปลี่ยนรูปไปตาม tenses  และ aspects
รูปคำกริยาหลักมีดังนี้
  • คำกริยาแท้
Transitive verbs คำกริยาที่ต้องการกรรม
Intransitive verbs คำกริยาที่ไม่ต้องการกรรม
  • คำกริยาช่วย แบ่งเป็น BE,  HAVE, DO, modals
  • Linking verbs    คำกริยาบอกความรู้สึก เช่น see taste feel hear sound look remain ตามด้วย adjective
1.4 คำคุณศัพท์ (adjectives) 
ใช้ขยายคำนาม หรือสรรพนามให้ได้ความชัดเจนยิ่งขึ้น
เช่น The Thai educational system
As is typical in qualitative study, data collection and analysis did not occur in a consecutive manner.
Data เป็นคำนามที่ทำหน้าที่คำคุณศัพท์ขยาย collection
การใช้คำคุณศัพท์มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้ 
          1. การเรียงลำดับคำศัพท์จำนวนมากหน้าคำนาม เช่น  many international graduate students
          2. ใช้คำคุณศัพท์ตามหลัง  BE หรือ linking verbs 
                   It is important to …
                   It looks ...
          3. เปรียบเทียบคำคุณศัพท์ เท่ากัน ขั้นกว่า หรือขั้นสูงสุด
The result from experiment A yielded higher cooperation than that from experiment B.
1.5  คำกริยาวิเศษณ์  (adverbs)
คำกริยาวิเศษณ์ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ คำกริยาวิเศษณ์เอง หรือทั้งประโยค
ขยายคำกริยา
… has specifically investigated preferences ….
The background interviews were conducted exclusively in English.
In addition, evaluators were asked to rigorously review all of the taped repetitions in which there had not been complete agreement.
ขยายคำคุณศัพท์
… were strongly linked to …
… was statistically significant …
ขยายคำกริยาวิเศษณ์

… extremely hard
ขยายทั้งประโยค  เช่น additionally, approximately, moreover, therefore   (conjunctive adverbs)
Additionally, when asked to talk about the classroom situations in a Korean military school, without expressing his own opinions or commenting on Minho’s statement, he simply confirmed Minho’s descriptions. simply ขยาย verb confirmed

Approximately10%-20% of BCS are diagnosed with lymphedema, an accumulation of lymphatic fluid in the arm, torso, neck, and shoulder as a result of blockage of lymphatic channels following radiation therapy or axillary node dissection (Ahmed, Thomas, Yee, & Schmitz, 2006).
Physically, lymphedema causes distressing symptoms such as swelling, firmness, tightness, heaviness, pain, fatigue, numbeness, and impaired limb mobility (Armer et al., 2004), but also …

1.6 คำบุพบท  (prepositions)
  • Prepositions ใช้หน้าคำเพื่อเชื่อมคำนั้น กับคำนามอื่นๆ คำสรรพนาม คำกริยา คำคุณศัพท์ Data for this article…   
  • Prepositional phrases   เช่นaccording to, in spite of, except for, in addition to, apart from, with reference to
According to Winne and Marc (1989), tasks can be used as logical models that elicit what students are doing in classrooms.

In addition to these frequently occurring strategies, the cognitive strategies that occurred at low frequency were as follows: rereading, paraphrasing in the L2, predicting the meaning of word from context, confirming/disconfirming an inference, and skimming reading material for a general understanding.


1.7 คำสันธาน (conjunctions) 
เชื่อมส่วนต่าง ๆของประโยค หรือ ประโยคหลายประโยคเข้าด้วยกัน
Co-ordinating conjunctions  เชื่อมข้อความหรือประโยค  and, but, or, not, for, so, yet
Conjunctive adverbs  เชื่อมสองประโยคเข้าด้วยกัน  however, therefore, thus, consequently
Subordiating conjunctions เชื่อมประโยคย่อยกับประโยคหลัก : when, while, although, because, if, since, whereas
Correlative conjunctions   เป็นคำเชื่อมแบบคู่:  both …and, either or/neither nor, not only …but also

1.8 คำอุทาน  (interjections)
คำอุทาน เช่น Ooops!, Wow!, Oh!  ใช้ เครื่องหมาย ! มักไม่ใคร่ปรากฏในบทความทางวิชาการที่เป็นทางการ

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

สรุป Tenses 12 Tenses(Active และ Passive voice)

Tense Active voice Passive Voice
Present Simple
S + V1  S + is, am, are + V3 
Present Continuous  S + is, am, are + Ving  S + is, am,are + being + V3 
Present Perfect  S + have, has + V3  S + have, has + been + V3 
Present Perfect Continuous
S + have, has + been + Ving
S + have, has + been + being + V3 
Past Simple  S + V2  S + was, were + V3 
Past Continuous
S + was, were + Ving 
S + was, were + being + V3
Past Perfect  S + had + V3  S + had+ been + V 
Past Perfect Continuous  S+ had + been + Ving S+had+been+being+V3
Future Simple   S + will, shall + V1 
(to be going to + v1)
S + will, shall+ be + V
 ( to be going to +be + V3 )
Future Continuous  S + will, shall + be+Ving S + will be + being + V3 
Future Perfect 
S + will, shall + have + V3
S + will have + been + V3 
Future Perfect Continuous
S + will, shall + have been + Ving
S + will have + been + being + V3

ใช้ศัพท์ที่ง่ายๆบรรยายเรื่องยาก

         แม้ว่าศัพท์ในภาษาอังกฤษจะมีเป็นแสน ๆ คำ แต่ก็มีคนหลายคนพยายามจะบอกว่า เราสามารถใช้ศัพท์เพียงไม่กี่พันคำก็สามารถสื่อสารให้เข้าใจกันได้ โดยใช้สิ่งที่เรียกกันว่า plain English, easy English, simple English, basic English, special English, globish หรือคำอื่น ๆ ที่มีความหมายในทำนองนี้ โดยการทำ 2 อย่าง คือ
1.เขียนหรือพูดภาษาอังกฤษโดยใช้โครงสร้างง่าย ๆ ประโยคสั้น ๆ ไม่ซับซ้อน
2.ใช้เฉพาะคำศัพท์ง่าย ๆ ศัพท์พื้นฐาน แทนศัพท์ยาก

พูด ถึงการใช้ศัพท์ง่าย ๆในการสื่อสารนี้ เท่าที่ผมผ่านพบก็รู้สึกว่า มีหลายค่ายพยายามออกแบบ wordlist ที่เขาบอกว่าเป็นศัพท์ง่าย ๆ ที่สามารถบรรยายเรื่องยาก ๆ ได้ทุกเรื่อง ผมขอยกตัวอย่าง wordlist ข้างล่างนี้ที่เคยพบมาให้ท่านผู้อ่านได้ศึกษา เมื่อเข้าไปแล้วท่านเพียงดับเบิ้ลคลิกที่คำศัพท์ ก็จะมีคำปลภาษาไทยปรากฏ

**********
ท่าน ยังสามารถใช้ wordlist ข้างล่างนี้ เป็นอุปกรณ์การศึกษาภาษาอังกฤษ โดยเมื่อเข้าไปแล้ว ลองไล่ดูว่ามีคำไหนที่ท่านไม่ทราบหรือไม่แน่ใจในความหมาย, ให้นึกทบทวนหรือเดาในใจก่อน, แล้วก็ดับเบิ้ลคลิกเพื่อดูคำแปลภาษาไทย, เลื่อนลงไปไปข้างล่างแล้วคลิก Show more Web definition>> เพื่อดูคำแปลและคลิกฟังเสียงอ่านจากดิก อังกฤษ-อังกฤษ COBUILD ฝึกอย่างนี้บ่อย ๆ ทีละคำสองคำ ไม่นานนักก็จะรู้ศัพท์เป็นพัน ๆ คำได้ไม่ยาก**********

1,500 คำ: VOA Special English คลิก 1 หรือ คลิก 2

2,000 คำ: Longman Defining Vocabulary คลิก

3,000 คำ: Merriam-Webster's Learner's Dictionary คลิก

3,000 คำ: Oxford 3000 wordlist คลิก

*********
850 คำ: Ogden's Basic English Word List คลิก

3,000 : Nolls' Top 3,000 American English Words คลิก

5,325 คำ: Most Frequent English Words, Phrases & Expressions คลิก

10,000 คำ: ศัพท์ ภาษาอังกฤษที่พบบ่อย คลิก

1,500 คำ: Globish Word คลิก

1,000 คำ: Brian Kelk's Top 1,000 UK English Words
21,877 คำ: Alan Beale's Core Vocabulary
ลิงค์ 1
ลิงค์ 2 แสดงคำแปลเมื่อวางเมาส์บนคำศัพท์
**********

ถ้าถามว่า list คำศัพท์พวกนี้มีประโยชน์อย่างไรต่อคนไทยที่ศึกษาภาษาอังกฤษ ความเห็นของผมก็คือ
1.list เหล่านี้แม้จะต่างกันไปบ้าง แต่ก็คล้ายกันป็นส่วนใหญ่ คือรวบรวมเฉพาะศัพท์ที่พบบ่อย-ใช้บ่อย การศึกษาให้คุ้นเคยกับศัพท์เหล่านี้จะไม่เสียเวลาเปล่า เพราะเรามีโอกาสใช้บ่อย ถ้าคำใดที่เราพยายามจำแต่นาน ๆ จะใช้กันสักที อย่างนี้ก็ไม่ค่อยคุ้ม
2.ศัพท์ พื้นฐานที่จำได้ จะช่วยให้เราเดาศัพท์ยากใหม่ ๆ ที่อ่านเจอ เรียกว่าเอาศัพท์ต่อศัพท์ ถ้าไม่รู้ศัพท์ basic ก็คงยากที่จะก้าวไปสู่ศัพท์ระดับ intermediate หรือ advanced
3.ตอนที่เราสื่อสารโดยการพูดหรือเขียน ก็ start ด้วยการใช้ศัพท์พื้นฐานเหล่านี้แหละครับ

ประเด็น ที่ผมอยากเน้นก็คือ การรู้ศัพท์ง่ายก็มิได้หมายความว่า เราจะสามารถเอาศัพท์ง่ายไปผูกประโยคได้ง่าย ๆดังใจ เราจะต้องเคยอ่านหรือเคยได้ยินประโยคหรือเรื่องราวที่เขาเอาศัพท์ง่าย ๆ เหล่านี้ไปใช้ เมื่ออ่านและฟังมาก ๆ เราจะค่อย ๆ คุ้นเคย เมื่อถึงเวลาที่เราต้องพูดหรือเขียนด้วยตัวเอง เราก็จะทำได้ คือพูดได้และเขียนได้

ตอนที่พวกเราเรียนชั้นมัธยม จะมีหนังสือประเภทหนึ่งที่เรียกว่าหนังสืออ่านนอกเวลาซึ่งเขียนด้วยศัพท์ ง่าย ๆ เหล่านี้ แบ่งออกเป็น level ซึ่งในบล็อกนี้ผมก็มีให้ท่านดาวน์โหลดไปอ่านประมาณ 50 เล่ม คลิก

และเมื่อท่านท่องเน็ต ก็มีบางเว็บไซต์ที่เขาเขียนด้วยศัพท์ง่าย ๆ หรือมีไฟล์ mp3 ง่าย ๆ ให้ท่านฝึกฟัง ดังตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ
VOA Special English
BBC Learning English
CNN Student News
Read Bangkok Post

ใน 4 เว็บข้างบนนี้ เว็บที่ผมขอแนะนำเป็นพิเศษให้ท่านฝึกให้คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษอย่างง่าย ๆ ก็คือเว็บแรก คือ VOA Special English โปรแกรมนี้ของสำนักข่าว VOA ของสหรัฐฯ เริ่มมาตั้งแต่ปี 1959 นี่แสดงว่าเขามีประสบการณ์อย่างยาวนานในการใช้ศัพท์เพียง 1,500 คำในการรายงานข่าวและบทความซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จึงพิสูจน์ได้ว่า เขาสามารถทำได้จริงในการใช้ศัพท์เภาษาอังกฤษพียง 1,500 คำในการเขียนหรือบอกเล่าเรื่องราวได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องจะซับซ้อนเพียงใด เขาทำได้อย่างไร? นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและเข้าไปทำความคุ้นเคยเพื่อที่เราจะได้สามารถ ทำได้อย่างนั้นบ้าง

เรื่องใหม่ที่ผมเพิ่งพบและขอเรียนให้ทราบก็คือ เมื่อเข้าไปที่เนื้อข่าวใดข่าวหนึ่งของ VOA Special English ท่านจะเห็นว่า เมื่อเอาเมาส์วางบนคำศัพท์จะปรากฏไอคอนรูปวงกลมสีแดง เมื่อดับเบิ้ลคลิกก็จะแสดงคำแปลศัพท์จาก Learner’s Dictionary ของ Webster ซึ่งตามความเห็นของผม ต้องถือว่าเป็นดิกชันนารี American English ที่ดีที่สุดในโลก

การที่เราจะสามารถ “ใช้ศัพท์ง่าย - บรรยายเรื่องยาก” เราเองจึงควรอ่านหรือฟังการใช้ศัพท์ง่ายเหล่านี้จนคุ้นเคย

ผม อยากชวนทุกท่านที่ต้องการฝึก reading skill อ่านเรื่องราวในเว็บ VOA Special English (หรือเว็บ BBC, CNN, Bangkok Post ที่ยกเป็นตัวอย่างข้างบน)โดยครั้งแรกให้เลือกเรื่องที่ท่านสนใจจะอ่านก่อน และหลังจากนี้ก็ค่อย ๆ ใจเย็น ๆ อ่านไปทีละประโยค, ทีละย่อหน้า จนจบเรื่อง เมื่อฝึกฝนไปนาน ๆ เข้าผมเชื่อว่าท่านจะสามารถ “ใช้ศัพท์ง่าย - บรรยายเรื่องยาก” ได้ไม่ยากนัก