วันศุกร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

แนะแนวการเรียนภาษาอังกฤษจากง่ายไปหายาก

        ถ้าเรียนเพื่อ “สอบให้ได้” หรือเรียนเพื่อ “เอาวุฒิการศึกษา” เราไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่าทำอย่างไร แต่ถ้าเรียนเพื่อเอาความรู้ไปประกอบอาชีพเราเรียนจากง่ายไปหายาก แบบนี้คือ
1. เรียน ฟัง กับ พูด เฉพาะศัพท์ง่ายๆก่อนเป็นลำดับแรก แล้วก็นำศัพท์ง่ายๆ ที่ฟังรู้เรื่องกับพูดเป็น มาหัดเขียน…. สื่อที่ควรใช้ในระยะนี้คือ บทเรียนที่เป็นเทปหรือ CD/DVD ที่ใช้ระบบ interactive (คือผู้เรียนกับสื่อ โต้ตอบกันได้) ศัพท์ง่ายๆที่ว่านี้มีประมาณ 850 คำ ตามไปดูที่ link นี้
http://en.wiktionary.org/wiki/Appendix:Basic_English_word_list

2. ในขณะที่ทำตาม ข้อ 1. เราเรียน grammar แค่พอพูดไม่ให้ประโยคเพี้ยนมากเกินไป… และเรียนเท่าที่เรียนได้ ไม่ต้องฝืนใจ ไม่ต้องเจาะลึก ถ้ายังใช้ภาษาผิดๆ ก็ปล่อยๆให้มันผิดๆไปบ้าง อย่าไปเครียด อย่าไปกลัว จนไม่กล้าพูด ไม่กล้าเขียน
         นี่เป็นข้อแนะนำสำหรับคนทั่วๆไปนะ ….แต่ในกรณีของตัวเราเองนั้น เราแทบจะไม่ได้เรียน grammar เอาเสียเลย เนื่องจากว่าเราไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พูดภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ ….แต่สำหรับคนที่อยู่เมืองไทยมาตลอด การเรียน grammar น่าจะจำเป็นในระดับหนึ่ง … แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ อย่าไปบ้ากับมันมากเกินไปถ้าเรียนแล้วฝืนใจ…แต่ถ้าเรียนแล้วสนุกก็เรียนไป …
3. กระเถิบไปเรียน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ โดยพยายามจำ ประโยคตัวอย่าง เพราะว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มักจะแปลเป็นกลุ่มคำ ไม่ค่อยจะแปลเป็นคำโดดๆ เวลาเราเอาคำศัพท์มาใช้ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้คำศัพท์ตัวนั้นเปลี่ยนความหมายไปเรื่อยๆตามที่เราต้องการ … เราเรียกกลุ่มคำนั้นว่า collocation
ตัวอย่างของ collocations คือ
raise your hand ยกมือขึ้น
raise ducks and pigs เลี้ยงเป็ดและหมู
raise crops ปลูกพืช
get a pay raise ได้เงินค่าจ้างเพิ่ม
raise an issue หยิบยกประเด็นขึ้นมา
raise the amount เพิ่มจำนวน
raise the standard ยกระดับมาตรฐาน
จริงๆแล้วคำว่า raise ยังมี collocations อีกมากมาย เช่น
raise eyebrows “เลิกคิ้ว” หรือ “รู้สึกแปลกใจ”
raise a smile ฝืนยิ้ม (เมื่อยามเศร้า)
raise money รวบรวมเงิน (เพื่อเอาไปใช้ประโยชน์อะไรบางอย่าง)
raise the spectre of something ทำให้กลัวว่าจะเกิดอะไรเหตุการณ์อะไรบางอย่างในเร็วๆนี้
raise its (ugly) head (ปัญหา) ถึงคราวแล้วที่จะต้องแก้ไข
I’ll raise you 10,000 baht เก 10,000 บาท (ใช้เวลาเล่นไพ่)
raise hell โวยวายด้วยความโกรธ
raise embargo ยกเลิกการห้าม (สินค้าเข้าออก)
      จริงๆแล้ว collocations ของคำว่า raise ยังมีอีกมากมาย
      แค่คำว่า raise คำเดียวก็แทบจะแย่อยู่แล้ว นั่นก็หมายความว่า ถ้าใครเรียนภาษาอังกฤษโดยการท่องศัพท์เป็นคำโดดๆ แบบเรียนภาษาจีนหรือภาษาไทยละก้อ เขาไม่มีทางที่จะอ่านรู้เรื่องหรือเขียนได้ถูกต้องเลย ไม่ว่าจะเรียน grammar เป็นข้อๆได้มากสักกี่ข้อก็ตาม
      กว่าจะจำ collocations เหล่านี้ได้เพื่อให้ใช้ภาษาอังกฤษถูกต้องเป็นธรรมชาตินั้น ผู้เรียนต้องใช้เวลาเรียนและจดจำหลายปีทีเดียว การเรียนรู้ collocations บางทีอาจมีความสำคัญเท่ากับ หรือสำคัญมากกว่า การเรียน grammar เสียด้วยซ้ำไป…!!!
      ดังนั้น เราจึงอยากให้คนที่คิดว่า เรียน grammar ด่วนๆแค่ 2-3 เดือนแล้วจะเขียนภาษาอังกฤษไม่ผิดเพี้ยนเลย ดังที่กำลังเป็นข่าวลุกลามเหมือนไฟไหม้ป่า ไปทั่วทั้ง pantip ในขณะเนี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกระทู้ที่มีผู้คนถามไถ่ว่า เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี (แล้วก็มีหน้าม้าเข้ามาตอบกัน)นั้น…..ขอให้ผู้อ่านลองบริกรรมดูดีๆ แล้วคิดว่า มันเป็นไปได้จริงๆ หรือที่ใครจะเรียนภาษาอังกฤษแบบเรียนลัดได้ไวถึงขนาดนั้น….!!!???
     อ้อคำว่า “หน้าม้า” …555+++….พอเขียนๆเรื่องนี้แล้ว ก็เลยเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า คำว่า “หน้าม้า” นั้น ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “shill” …
     การเรียน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ มีวัตถุประสงค์หลัก ก็คือ เพื่อให้ใช้งาน dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากว่ามันมีคำศัพท์ และตัวอย่างประโยค มากกว่า dictionaries อังกฤษ-ไทย ….
     ใครก็ตามที่ใช้ dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ไม่เป็น เรียนภาษาอังกฤษไปมากแค่ไหน (โดยการเปิดแต่ dictionaries อังกฤษ-ไทย) ก็จะ “ไปสู่ทางตัน” และที่จำเป็นต้องเรียน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ ก็เพราะว่า dictionaries อังกฤษ-อังกฤษเกือบทุกเล่ม จะให้นิยามของ entry (คำศัพท์หลักใน dictionary) แต่ละ entry โดยใช้ defining vocabulary อธิบาย ยกตัวอย่างเช่น Longman Dictionary of Contemporary English จะใช้ defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ เพื่ออธิบายความหมายของคำศัพท์ ประมาณ 4000 คำ (แต่กระนั้นก็เถอะ ยังไม่ถือว่า Longman Dictionary of Contemporary English มีคำศัพท์จุมากนัก เนื่องจากว่า ยังมี dictionaries อังกฤษ-อังกฤษอีกหลายยี่ห้อที่มีคำศัพท์มากกว่านี้อีกหลายเท่า…!!!)
      ถ้าอยากดูโฉมหน้าของ defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ ให้ไปที่ link นี่
     http://www.cs.utexas.edu/users/kbarker/working_notes/ldoce-vocab.html
4. อ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากๆ ดูหนัง soundtrack มากๆ แล้วจำรูปแบบประโยคที่เจอไว้มากๆ เพื่อเอามาหัดพูดหัดเขียน คนที่เรียนมาถึงขั้นตอนที่ 4. นี้ บางคนไม่ได้เรียน grammar เพิ่มอีกเลย แต่เมื่อเรียนคำศัพท์ได้เพิ่มเป็น 4000 คำ หรือมากกว่านั้นอีกหลายๆเท่า…..แล้วจำ collocations ได้อีกมากมาย กลับพูดหรือเขียนได้ใกล้เคียงเจ้าของภาษา มีเยอะแยะเลย ….แต่ถ้าจะเริ่มเรียน grammar ใหม่อีก แบบเจาะลึก (ถ้าไม่เป็นการฝืนใจเรียน) ก็จะช่วยให้เขียนประโยคได้ถูกต้องแม่นยำ และมั่นใจมากยิ่งๆขึ้น
     ในระยะนี้ เมื่อคุณเรียนมาได้ถึงขั้นนี้แล้ว การเรียน grammar เรียนเองได้ เพราะว่าคุณอ่านภาษาอังกฤษรู้เรื่องแล้ว ก็เรียนของฟรีบนเว็บได้ ถ้ารู้ defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ แล้วยังอ่านบทเรียนบนเว็บไม่รู้เรื่องคุณก็เปิด dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ที่เป็น software ลงไว้บน computer ของตัวเอง หรือเปิด dictionaries อังกฤษ-อังกฤษ ของฟรีบนเว็บ ซึ่งนับว่าหาศัพท์ได้รวดเร็วทันใจกว่าการใช้ dictionaries เป็นเล่มๆ
     คนที่เรียนตามขั้นตอนที่ว่านี้น่าจะประสบความสำเร็จได้ในระดับสูงๆ มากๆ โดยไม่ต้องไปเรียนในสถาบันการศึกษาใดๆเลย ……..ถามว่าเป็นไปได้อย่างไร??? คำตอบก็คือว่า เรียนจากเว็ป และจากสื่อต่างๆ (เช่น DVD หนัง soundtrack) และจากการพูดจากับชาวต่างชาติ ยังไงล่ะ ไม่ว่าจะเป็นพูดกันในที่ทำงาน สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่อื่นๆ หรือ chat กันทางเน็ต (ที่เขาเรียกว่า video call …โดยใช้ msn messenger หรือ netmeeting คุยกันด้วยหูฟังกับไมค์….) ฯลฯ ….ซึ่งเราเคย chat แบบนี้บ่อยๆเมื่อในอดีต….
    ในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เราควรตั้งเป้าหมายเอาไว้อย่างเหมาะสมในแต่ละระดับ อย่าทะเยอทะยานมากจนเกินไป
    วืธีการที่เราให้ไว้ข้างบนนี้ เป็นวิธีการเรียนรู้แบบพัฒนาไปตามลำดับขั้นตอน …
    ฟังดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงแล้ว กว่าจะเชี่ยวชาญได้ ผู้เรียนจะต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละเป็นเวลานานหลายปี…(มากกว่า การเรียนปริญญาโททางด้านภาษาเสียอีก)
    เพราะอะไร? เพราะว่า
     ความน่าจะเป็นไปได้ของ collocations ที่มีจำนวนนับไม่ถ้วน ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นภาษาที่เรียนยากมากที่สุดในโลก ไม่เหมือนภาษาจีนหรือภาษาไทย (ที่คำศัพท์มักจะแปลเป็นคำโดดๆ) ที่คุณเรียนคำศัพท์ 4000 คำ คุณก็แปลได้ 4000 คำ แต่คุณเรียนภาษาอังกฤษ 4000 คำ คุณไม่มีทางเข้าใจมันได้หมด 4000 คำเลย ถ้าคุณจำ collocations ไม่ได้ (collocations ของคำศัพท์ 4000 คำ แตกกระจายออกมาได้นับแสนๆความเป็นไปได้) ซึ่งถ้าคุณไม่รู้ collocations มากพอ แต่ไปใช้คำศัพท์แบบแปลเป็นคำๆโดดๆแบบภาษาจีนหรือภาษาไทย ประโยคภาษาอังกฤษมันจะดูผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติจนเละเทะ …และนี่คือข้อเสียเปรียบที่คนไทยเสียเปรียบเจ้าของภาษาอย่างแรง
    หลายๆคนหลงผิด ไปมองหลักสูตรภาษาในระดับสูงๆ (เช่นปริญญาโททางด้านภาษา) โดยหลงคิดว่า “เรียนจบมาแล้วจะเก่งในระดับเทพ เพียงแค่เรียนไปตามหลักสูตร”
    เลยหลายๆคนคิดหนัก ว่าจะเรียนหลักสูตรนั้นหรือหลักสูตรนี้ดี จึงจะจบออกมาแล้วเก่ง …ใช้งานได้จริงๆ
    คำตอบก็คือว่า “จริงๆแล้วไม่ใช่”
     การเรียนภาษาอังกฤษวุฒิสูงๆแล้วจบออกมาเก่งด้วยนั้น ผู้เรียนต้องใช้เวลาว่างนอกมหาลัย เพื่อเรียนรู้อะไรในชีวิตจริงควบคู่กันไปด้วย และเมื่อจบมาแล้วก็ต้องเรียนรู้ในชีวิตจริงต่อไปอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยการลงมือใช้งานภาษาจริงๆ จึงจะประสบความสำเร็จ ถ้าทำอย่างนี้จะจบมาได้ทั้งวุฒิสูงๆและได้ทั้งความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง ด้วย …แต่ถ้าเรียนไปตามหลักสูตรเฉยๆแล้วหวังว่าจบมาแล้วจะเก่งแบบเทพ รับรองเลยว่า “เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
    ถ้าไม่เชื่อ ก็แค่คำนวณเวลาที่ใช้ไปสิ
    เช่น คนไทยเรียนปริญญาโทภาษาอังกฤษ (จะหลักสูตร แบบไหนก็ช่างเถิด) เรียนกันอย่างมากก็แค่ 2 ปี จบออกมา แค่จำ collocations ของคำศัพท์ 4000 คำ เราว่า ก็ยังจำได้ไม่หมดเลย (เพราะมันแตกกระจายออกไปนับแสนๆความเป็นไปได้) ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น นั่นก็คือว่า คำศัพท์ในภาษาอังกฤษมันมีมากกว่า 4000 คำ…รับรองว่ามีมากกว่านั้นอีกหลายๆเท่า แต่จะมีมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้ายืนยันได้ …??? !!!!….มันเยอะเสียจนน่าเวียนหัว เนื่องจากภาษาอังกฤษพัฒนาหลายร้อยปี โดยมีภาษาอื่นเข้ามาผสมผสานมากมาย จนนับไม่ถ้วน ….!!! …. แล้วมหาบัณฑิตที่โตมาในประเทศไทยคนนั้นจะเก่งใกล้เคียงเจ้าของภาษา (ที่โตมากับภาษาอังกฤษตั้งแต่แรกเกิด) ได้อย่างไรกันเล่า ดังนั้น หลักสูตรมหาลัย น่าจะเป็นเพียงแค่
   “การปูพื้นให้นักศึกษารู้วิธีการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ได้ด้วยตนเอง เมื่อไม่มีอาจารย์คอยแนะนำสั่งสอน”
    ยกตัวอย่างบุคคลในอดีต ดังเช่น พระยาอนุมาณราชธน เรียนหนังสือแค่ระดับมัธยม แต่เรียนภาษาอังกฤษได้ด้วยตนเองจนกระทั่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านภาษามากๆจน มีผลงานดีเด่นทางด้านภาษามากมาย หรือ อ.สายสุวรรณ ก็เรียนหนังสือแค่ระดับมัธยม แต่มีผลงานแปลดีเด่นระดับบรมครูมากมาย คนพวกนี้ ท่านเรียนภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญมากๆ โดยการเรียนภาษาอังกฤษนอกมหาลัยกันทั้งนั้น
    หมายเหตุ เมื่อเราพูดถึง defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ ที่เราบอกว่า ถ้าคุณรู้แค่นั้น คุณก็เรียน grammar, listening comprehension, reading comprehension, writing, literature, phonetics และอื่นๆอีกมากมายเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ โดยการเรียนของฟรีบนเว็ปได้สบายๆแล้ว…
    ผู้อ่านคงสงสัยว่า ความรู้ระดับไหนกันหว่า ในหลักสูตรไทย ที่สอน defining vocabulary ประมาณ 2000 คำ จนครบถ้วน
    คำตอบก็คือ แค่ ม.6 เอง…ให้ตายสิ รับรองว่าไม่โกหกอย่างเด็ดขาด…!!!!
   เมื่อพวกเราอ่านข้อความที่ผู้คนสอบถามกันบ่อยๆบนเว็ปว่า
   “เรียน grammar ที่ไหนดี” หรือเรียนหลักสูตรไอ้นั่นไอ้นี่ที่ไหนดึ ซึ่งแท้จริงแล้ว เรียนเองบนเว็ปได้หมดเลย (ถ้าจบ ม.6 มาเป็นอย่างน้อยนะ) แต่กลับมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่ “ไม่ชอบของฟรี” แต่ชอบ “ของเสียเงิน” โดยการถามไถ่กันอยู่ทุกวี่ทุกวันว่า
    “เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดีครับ/คะ?”
    ที่เป็นเช่นนี้ มีเหตุผลหลักอยู่ 2 ประการคือ
1. เรียนเองได้ แต่ขี้เกียจเรียน ไม่อยากออกแรงเอง ก็เลยเชื่อว่า การไปลงเรียนหลักสูตรอะไรบางอย่างนั้น ผู้สอน น่าจะ “สอนวิธีลัดให้ได้”….ขอให้เชื่อเถิด ไม่มีหรอกวิธีลัดน่ะ….เราไม่เคยเห็นใครทำได้ ไอ้การไปเรียนที่นั่นที่นี่ แล้วบอกว่า ได้ผลนั้น ไอ้ได้ผล มันก็คงได้ผลอยู่บ้างหรอก แต่ “มันก็ต้องเรียนยาวนานเหมือนกันนะ” ยาวเท่าที่กำลังทรัพย์จะมีพอให้เรียนได้ ไม่ใช่เรียนแค่เดือนเดียวแล้วเก่ง เหมือนที่ใครๆหลงคิดว่า เรียน grammar แค่เดือนเดียว จะเก่งทุกอย่าง รับรองว่าเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด !!!
2. เรียนเองไม่ได้จริงๆ “เพราะความรู้ภาษาอังกฤษต่ำกว่า ม.6″
ทั้งๆที่จบปริญญาตรีมาแล้ว
     ในกรณีเช่นนี้ พวกเราหลายๆคนจะต้องยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนไทย ตั้งแต่ประถม ถึง ม.6 นั้น มีอัตรา “ความล้มเหลว” เสียเป็นส่วนใหญ่ …..!!! นี่คือสัจธรรม….

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น